Skip Navigation Linksหน้าแรก > สุขภาพ > สุขภาพจากเรา > คุณแม่ท้องกับน้ำหนักเยอะเกิน


คุณแม่ท้องกับน้ำหนักเยอะเกิน

เผลอแป๊บเดียวน้ำหนักขึ้นเอาขึ้นเอา ก็อยากให้ลูกในท้องแข็งแรงน่ะ ..จะหนักแค่ไหนดี อย่างนี้ต้องถามหมอสูติฯ ค่ะ

ผู้หญิงกับความสวยความงามคงจะแยกจากกันได้ลำบาก ดังจะเห็นได้ว่าอะไร หลายๆ อย่างในปัจจุบันล้วนเกี่ยวข้องกับความสวยความงาม อาทิเช่น เครื่องสำอางประทินโฉมทั้งหลายที่กำลังทำให้เราเสียดุลการค้าอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบำรุงผิวพรรณ น้ำหอม ลิปสติก หรือในเรื่องของยา อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนต่างๆ ศูนย์ลดความ อ้วน ศูนย์บำรุงสมรรถภาพของร่างกาย หรือ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่เราๆ ท่านๆ คุ้นหูกันดี เหล่านี้ก็ล้วนตั้งขึ้นมาเพื่อผู้ที่นิยมชมชอบความงามเป็นส่วนใหญ่ จะมีก็เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะเห็นคุณค่าหรือประโยชน์ของการออกกำลังกายจริงๆ


การกังวลกับความสวยความงาม ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะในหมู่ผู้หญิงสาวเท่านั้น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็มีความกังวลใจกับเรื่องนี้ไม่น้อยเหมือนกัน โดยปัญหาส่วนใหญ่ก็คือมีความกังวลในเรื่องรูปร่างของตัวเองที่เคยเป็นสิ่ง ดึงดูดหรือมัดใจสามี มีอันจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์

นอกจากนี้ก็มีคุณแม่อีกส่วนหนึ่งที่จะมีความกังวลต่อสุขภาพของลูกในครรภ์ ไม่แน่ใจว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากหรือน้อยจะมีผลต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างไร คุณแม่มักจะถามคุณหมออยู่เสมอว่าน้ำหนักขึ้นขนาดนี้ดีไหม มากหรือน้อยไปหรือเปล่า จะกิน อาหารประเภทนี้ได้ไหม ควรงดอาหารประเภทนี้หรือเปล่า เป็นคำถามร้อยแปดพันประการ ที่ต้องการคำตอบ

วันนี้ผมขอตอบคำถามจิปาถะเรื่องน้ำหนักตัวแม่ตั้งครรภ์หน่อยนะครับ

ไตรมาสแรก : น้ำหนักยังไม่เพิ่ม แต่อาจลดได้

เมื่อ คุณแม่คนหนึ่งตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการปรับตัวอย่างมากมายเพื่อเตรียมพร้อมที่จะช่วยบริบาลลูกน้อย ให้อยู่ในครรภ์ได้โดยปกติสุข ขณะเดียวกันลูกน้อยในครรภ์ก็จะมีการเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากเซลล์เพียงเซลล์เดียว ก็จะมีการแบ่งตัวต่อไปจนเป็นตัวเด็ก การเจริญเติบโตของลูกนั้น แน่นอนจะต้องอาศัยสารอาหารต่างๆ ซึ่งลูกในครรภ์ยังไม่สามารถที่จะรับประทานอาหารได้เอง จะต้องได้จากแม่โดยผ่านรกและ สายสะดือ ดังนั้นรกและสายสะดือจึงเปรียบเสมือนเส้นทางลำเลียงอาหารและอากาศมาสู่ลูก การที่ลูกจะได้รับอาหารที่ดีและถูกต้อง จึงขึ้นอยู่กับสุขลักษณะในการรับประทานอาหารของคุณ แม่นั่นเอง

ถ้าดูในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ จะพบว่าคุณแม่มักมีอาการเบื่ออาหารหรือแพ้ท้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่พบปกติในคุณแม่ท้องอ่อนๆ คุณแม่บางคนอาจจะมีอาการแพ้ท้องมาก บางคนก็มีอาการน้อย บ่อยครั้งที่คุณแม่มักจะตั้งคำถามว่าท้องก่อนลูกเป็นผู้หญิงไม่ค่อยมี อาการแพ้เลย ท้องนี้มีอาการแพ้มากลูกในท้องจะเป็นผู้ชายหรือเปล่า คำตอบก็คือคงไม่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากเชื่อว่าอาการแพ้น่าจะมีส่วนสัมพันธ์กับฮอร์โมนบางตัวที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งเจ้าฮอร์โมนที่ว่านี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพศเด็กเลย

อย่างไรก็ตามผลของการเบื่ออาหารหรือแพ้ท้องก็อาจจะทำให้น้ำหนักของคุณแม่ไม่เพิ่ม ขึ้น ซ้ำร้ายในคุณแม่บางคนก็อาจจะลดลงได้ ทั้งๆ ที่ปกติน้ำหนักของคุณแม่ควรจะมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่เด็กตัว โตขึ้น

หมอขอแนะนำว่าในช่วงของการตั้งครรภ์ อ่อนๆ ที่คุณแม่มักจะมีอาการเบื่ออาหารหรือแพ้ท้องนี้ ควรจะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ และอาหารในกลุ่มผักและผลไม้ซึ่งจะอุดมไปด้วยวิตามิน และรับประทานอาหารในกลุ่มพลังงานบ้าง ได้แก่อาหารพวกคาร์โบไฮเดรท เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น กับอาหารพวกไขมัน เช่น น้ำมันสัตว์ น้ำมันพืช เป็นต้น แต่ ปริมาณอาหารในกลุ่มพลังงานไม่ควรจะมากนัก เพราะจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็วมาก และ การรับประทานอาหารในช่วงอายุครรภ์นี้ก็ควรจะรับประทานครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยครั้งจะทำให้อาการแพ้ท้องของคุณแม่ลดลงได้บ้าง

สำหรับคุณแม่ที่มีน้ำหนักคงที่หรือน้ำหนักลดในช่วงนี้ ก็ยังไม่ถึงกับต้องตกใจมาก เพราะน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงในช่วงนี้ จะเป็นน้ำหนักของคุณแม่ที่เปลี่ยนแปลงเองเสียส่วนใหญ่ ผลที่จะเกิดขึ้นต่อลูกมีน้อยมาก แต่มีข้อแม้นะครับว่าอาหารการกินของคุณแม่จะต้องมีประโยชน์ อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น และปริมาณอาหารจะต้องเพียงพอในระดับหนึ่ง เนื่องจากลูกน้อยในวัยนี้ตัวยังเล็กมากจึงยังไม่ต้องการอาหารในปริมาณมากนัก แต่คุณค่าอาหารจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเพราะจะทำให้การเจริญเติบโตของลูกน้อย ในครรภ์เป็นไปอย่างเหมาะสมและปกติ

ไตรมาสที่ 2-3 : เบรกไม่อยู่ระวังน้ำหนักพุ่งพรวด


ในช่วงอายุครรภ์ตั้งแต่ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป น้ำหนักของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็ว ทั้งนี้เป็นเพราะปัจจัยหลักๆ 3 ประการดังต่อไปนี้ครับ

* ประการแรก ในช่วงอายุครรภ์นี้คุณแม่มักจะหายจากอาการแพ้แล้ว ทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น

* ประการ ที่สองคือ ลูกในครรภ์เริ่มโตเร็วขึ้นซึ่งแตกต่างกับในช่วงสามเดือนแรกที่การเจริญเติบ โตของลูกค่อนข้างช้า เนื่องจากเป็นช่วงที่ลูกกำลังสร้างอวัยวะต่างๆ ในขณะที่ช่วงหลังนี้จะเป็นช่วงที่เซลล์มีการโตขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่าในช่วงกลางและช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ลูกจะมีขนาดตัวที่โต เร็วมาก

* ประการ สุดท้าย เกิดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของคุณแม่เองที่มีการเตรียมตัว เพื่อให้พร้อมที่จะประคับประคองการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ เช่น การเตรียมอาหารให้แก่ลูกโดยการสะสมไขมันในร่างกาย การเพิ่มปริมาณเลือดในร่างกายเพื่อไปเลี้ยงมดลูก หรือการขยายขนาดของเต้านมเพื่อเตรียมที่จะให้นมลูกหลังคลอด เป็นต้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลังจากการตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกผ่านพ้นไปแล้ว อัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวแม่จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่วนปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อการเพิ่มน้ำหนักตัวของคุณแม่จะเป็นเรื่อง อุปนิสัยในการกินเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ เนื่องจากกลไกการเตรียมคุณแม่ในธรรมชาติดังกล่าวจะเกิดกับคุณแม่ทุกคนถ้าคุณ แม่นั้นไม่มีความผิดปกติอะไร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดซึ่งอาจจะเคยเกิดขึ้นกับคุณแม่บางคนก็คือ ในช่วงหน้าทุเรียนหรือมะม่วง มักจะพบว่าเมื่อคุณแม่มาฝากครรภ์น้ำหนักของคุณแม่จะเพิ่มผิดสังเกต เช่น เพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มที่ค่อนข้างมาก ทั้งนี้เนื่องจากในทุเรียนหรือมะม่วงสุกจะเป็น ผลไม้ที่หวาน มีปริมาณน้ำตาลมากเกินกว่าที่ร่างกายคุณแม่ต้องการใช้ ร่างกายคุณแม่ ก็จะเปลี่ยนพลังงานในรูปน้ำตาลที่เหลือเหล่านั้นให้เป็นรูปไขมันและเก็บ สะสมในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งนั่นล่ะครับคือเหตุของความอ้วนในขณะตั้งครรภ์

เพิ่ม (น้ำหนัก) อย่างไรไร้ปัญหา

ถ้าพิจารณาในเรื่องน้ำหนักของคุณแม่ที่ควรจะเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมในขณะตั้งครรภ์ จะพบว่า น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นที่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อคุณแม่และลูกในครรภ์น้อย ที่สุดก็คือช่วงน้ำหนักระหว่าง 12-15 กิโลกรัม สัดส่วนของน้ำหนักที่ขึ้นในแต่ละช่วงอายุครรภ์ก็จะแตกต่างกันดังที่กล่าวข้างต้น โดยแต่ละช่วงหรือแต่ละไตรมาสน้ำหนักที่ควรจะเพิ่ม ขึ้นจะเป็นดังนี้ครับ

* ไตรมาสแรก น้ำหนักเพิ่ม 1 - 1.5 กิโลกรัม
* ไตรมาสที่สอง น้ำหนักเพิ่ม 4 - 5 กิโลกรัม
* ไตรมาสที่สาม น้ำหนักเพิ่ม 5 - 6 กิโลกรัม

สำหรับสัดส่วนน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 12 - 15 กิโลกรัม จะกระจายตามส่วนต่างๆ ดังนี้

ตัวเด็ก 3000 กรัม
รก 500 กรัม
น้ำคร่ำ 800 กรัม
มดลูก 900 กรัม
เต้านม 400 กรัม
เลือดและน้ำในร่างกายแม่ 1200 กรัม
ไขมันและโปรตีน 5000 กรัม

การเพิ่มของน้ำหนักที่มากหรือน้อยกว่านี้ ก็จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในขณะตั้งครรภ์ต่างๆ ได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการเพิ่มน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ อาจจะมีปัญหาในเรื่องน้ำตาลในเลือดแม่สูงกว่าปกติ หรือเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ หรือมี โอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษสูง ในทางตรงกันข้าม น้ำหนักตัวของคุณแม่ที่เพิ่มน้อยก็อาจจะบ่ง ถึงภาวะที่ลูกมีการเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ซึ่งอาจจะเกิดเนื่องจากรกทำงานผิดปกติ หรือ เกิดเนื่องจากตัวลูกมีความผิดปกติหรือพิการแต่กำเนิดเอง

แต่คุณแม่เองก็ยังไม่ต้องตกใจถ้าน้ำหนักของคุณแม่ไม่ได้ขึ้นไปตามกำหนดนี้ เพราะน้ำหนักที่กำหนดมาเป็นเพียงค่าเฉลี่ยและเป็นเพียงโอกาสการเกิดภาวะแทรก ซ้อน เท่านั้น น้ำหนักที่ขึ้นมากหรือน้อยกว่านี้อาจจะไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนเลยก็ได้ขึ้นอยู่ กับปัจจัย หลายประการ เช่น น้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์ ถ้าก่อนตั้งครรภ์น้ำหนักตัวน้อย เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์น้ำหนักอาจเพิ่มได้ถึง 17 - 18 กิโลกรัม โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างไร ดังนั้น น้ำหนักแม่ก่อนการตั้งครรภ์จึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งในการกำหนดขอบเขตของน้ำหนักที่เหมาะสมที่น้ำหนักคุณแม่ควรจะขึ้น

วิธีการดูง่ายๆ ทำได้โดยดูดรรชนีมวลกายหรือในทางการแพทย์เรียกว่า "Body Mass Index (BMI)" ซึ่ง จะเป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่าเจ้าของร่างกายนั้นมีภาวะอ้วนผอม มากน้อยเพียงไร ความสัมพันธ์ของดรรชนีมวลกายกับน้ำหนักที่ขึ้นมีดังนี้ครับ

ดรรชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์ น้ำหนักที่ควรขึ้น (กก.)

ต่ำ (< 19.8) 12.5 - 18
ปกติ (19.8 - 26) 11.5 - 16
สูง (26 - 29) 7 - 11.5
อ้วน > 29 < 7

วิธีคำนวณหาดรรชนีมวลกายทำได้โดยใช้สูตรนี้

ดรรชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม / (ส่วนสูงเป็นเมตร)ยกกำลัง 2 ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณแม่มีน้ำหนักก่อนการตั้งครรภ์ 48 กิโลกรัม สูง 1.58 เมตร ดรรชนีมวลกาย = 48 / (1.58) ยกกำลัง 2 = 19.2

ฉะนั้นคุณแม่ท่านนี้น้ำหนักควรจะขึ้นระหว่าง 12.5 - 18 กิโลกรัม เป็นต้น แต่อย่าลืมนะครับว่าเรื่องที่เราพูดกันมานี้เป็นเพียงตัวเลข สิ่งที่สำคัญคือ สุขภาพของแม่และ ลูกโดยรวมต่างหาก น้ำหนักเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นที่จะบ่งบอกถึงสุขภาพ

นั่นหมายความ ว่าถึงคุณแม่จะมีน้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ก็ไม่ได้แปลว่าทั้งคุณแม่และลูกจะไม่มี ปัญหาอะไร การดูแลสุขภาพของตัวเอง พักผ่อนเพียงพอ ไม่เครียด ฝากครรภ์ตามนัด สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวที่ช่วยที่ มากกว่าการมาคอยพะวงห่วงใยเรื่องน้ำหนักของตัวเองเป็นไหนๆ ครับ

น้ำหนักเพิ่มมาก ลูกตัวโตแน่เลย!

เมื่อถึงจุดนี้อาจจะมีคุณพ่อหรือคุณแม่เริ่มสงสัยอีกว่า น้ำหนักตัวของคุณแม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจะมีส่วนสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวของลูกหรือไม่ พูดง่ายๆ ว่าถ้าน้ำหนักแม่เพิ่มขึ้นมาก ลูกจะมีน้ำหนักมากด้วยหรือไม่ โดยทั่วไปมักจะเป็นอย่างนั้นครับ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะสิ่งที่เราได้พูดกันข้างต้น คือ การที่ลูกจะเจริญเติบโตได้ดี จะต้องได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าและเพียงพอ ซึ่งลูกจะได้รับจากแม่โดยผ่านทางรกและสายสะดือ ในกรณีที่รกหรือสายสะดือทำงานผิดปกติ ก็จะมีผลต่อน้ำหนักลูกทำให้ลูกมีน้ำหนักน้อยกว่าที่ควรจะเป็นได้

อย่า ลืมนะครับการที่คุณแม่น้ำหนักขึ้นมากไม่ได้หมายความว่าลูกที่คลอดออกมาตัว จะโตแข็งแรง การที่ลูกตัวโตบางครั้งก็มีผลเสียที่ทำให้การคลอดยาก และอาจเกิดการบาด เจ็บต่อทั้งแม่และลูกได้สูงด้วย หรือถึงแม้ลูกจะตัวโตแต่ก็ไม่แข็งแรง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดซึ่ง คุณแม่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมาก และมีน้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็วในระหว่างการตั้งครรภ์ มักจะประสบปัญหาเรื่องน้ำตาลในเลือดสูง ลูกมักจะตัวโตแต่ก็ไม่แข็งแรง มักต้องให้น้ำเกลือหรือ เข้าตู้อบอยู่บ่อยๆ

นอกจากนี้ปัญหาที่คุณแม่อาจจะต้องประสบก็คือหลังคลอดแล้วน้ำหนักคุณ แม่ก็ยังค้างเติ่งไม่ยอมลง ซึ่งก็จะมีผลต่อความมั่นใจของคุณแม่พอสมควร

สำหรับเด็กไทยโดยเฉลี่ยน้ำหนักเด็กแรกคลอดจะอยู่ประมาณ 3,000 กรัม โดยจะมีความแตกต่างกันระหว่างคุณแม่ที่อยู่ในเมืองกับคุณแม่ที่อยู่ในชนบท ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากอาหารการกินและการดูแลเอาใจใส่ในสุขภาพของคุณแม่ใน เมืองดีกว่าคุณแม่ที่อยู่ใน ชนบทโดยเฉลี่ย ทำให้น้ำหนักเฉลี่ยของลูกที่เกิดจากคุณแม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองสูงกว่าในชนบท เล็กน้อย

นอกจากนี้ พันธุกรรมหรือลักษณะที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ก็เป็นปัจจัยในการกำหนด น้ำหนักของลูกอยู่บ้าง กล่าวคือ ถ้าพ่อแม่สูงใหญ่ น้ำหนักลูกแรกคลอดก็มีโอกาสสูงมากกว่า ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ตัวเล็ก

ดูแลน้ำหนักให้ดีด้วยวิธีถูกต้อง

การคุมน้ำหนักตัวในระหว่างการตั้งครรภ์ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพียงแต่จะต้องคุมด้วยวิธีที่ถูกต้อง เพื่อทำให้เกิดความสมดุลของสารอาหารต่างๆ ในการเลี้ยงดูประคบประหงมลูกน้อยในครรภ์ และไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งตัวคุณแม่และลูก ไม่ควรใช้ วิธีอดอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก ใช้หลักการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบคุณค่าดีกว่า ไม่รับประทานจุบจิบหลังจากที่อาการแพ้ท้องหายแล้ว การรับประทานอาหารเสริม เกือบจะไม่จำเป็นถ้าสามารถเลือกรับประทานอาหารได้ดี เพราะบางครั้งการรับประทานอาหารเสริมมากอาจจะทำให้คุณแม่มีน้ำหนักเพิ่ม มากกว่าปกติและกลับเป็นผลเสียมากกว่าผล ดีด้วยซ้ำไป

นอกจากนี้ควรจะมีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายจะมีประโยชน์หลายประการ โดยจะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่แข็งแรง นอนหลับได้ และจะทำให้ระบบขับถ่ายของเสียเป็นปกติ โดยทั่วไปถ้าจะสังเกตง่ายๆ ในช่วงครึ่งหลัง ของการตั้งครรภ์ น้ำหนักควรจะขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 0.4 - 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือ ประมาณ 1.6 - 2.0 กิโลกรัมต่อเดือน

น้ำหนักดี พ่อมีเอี่ยว

การควบคุมนี้จะสำเร็จได้ตัวคุณพ่อเองก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้คุณแม่คุมอยู่คนเดียว จะเห็นได้บ่อยๆ ว่าเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์โดยเฉพาะในครรภ์แรก คุณพ่อก็พยายามที่จะบำรุงคุณแม่อย่างมาก ใครว่าอะไรดี คุณพ่อก็มักพยายามที่จะสรรหามาให้ ทำไปทำมาทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ น้ำหนักเกินหลายกิโลกรัม แต่ในทางกลับกัน พอเป็นท้องหลังๆ หน่อย คุณพ่อคุณแม่มักจะเลิกเห่อ การดูแลเอาใจใส่ตัวเองหรือของคุณพ่อก็ จะลดหรือแตกต่างไปจากท้องแรกมาก เพราะฉะนั้นน้ำหนักอาจจะขึ้นไม่ดีเท่าที่ควรได้

เห็นไหมครับ การขึ้น-ลงของน้ำหนักตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ช่างเหมือนกับภาษา กฎหมายที่ว่า "ต่างกรรม ต่างวาระ" ไม่ผิดเพี้ยนเลย

ที่มา รักลูก





Link ล่าสุด



Link ที่เกี่ยวข้อง

04/04/2013 จำนวนผู้อ่าน 34402 ครั้ง คะแนน0 คะแนน

* กรุณา เข้าสู่ระบบ ก่อนทำการ แสดงความคิดเห็น หรือ สมัครสมาชิก

ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน
จำผู้ใช้ระบบ

Most View สุขภาพ

  1. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 268323 ครั้ง

  2. มาทายเพศของลูกในท้อง...

    จำนวนผู้อ่าน 250051 ครั้ง

  3. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 235496 ครั้ง

  4. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 233549 ครั้ง

  5. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 223429 ครั้ง

luminos-media
facebook tinyzone
twitter tinyzone
ubicq
sabinie
advertise