Skip Navigation Linksหน้าแรก > สุขภาพ > สุขภาพจากเรา > อาหารเสริมสำหรับทารก


อาหารเสริมสำหรับทารก

อาหารเสริมสำหรับทารกคืออะไร?

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงคำสองคำคือ  อาหารเสริมสำหรับทารก  กับคำว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  ซึ่งมีความหมายต่างกันกล่าวคือ อาหารเสริมสำหรับทารก เป็นอาหารที่เตรียมขึ้นสำหรับเลี้ยงทารกโดยเสริมจากนมแม่หรือนมผสม หรือกล่าวว่าเป็นอาหารอื่นๆ นอกเหนือจากนมที่ใช้เลี้ยงทารก แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือบางที่จะเรียกกันว่าอาหารเสริมนั้นหมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานเพื่อเสริมการรับประทานอาหารหลักตามปกติประจำวัน  โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่ครบถ้วนจากอาหารปกติ หรือมีความเบื่ออาหาร เช่น ในผู้สูงอายุเพื่อจุดประสงค์ในการป้องกันอาการขาดสารอาหาร เช่น พวกวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในผู้ใหญ่มากกว่า  รูปแบบส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดื่มผงชงดื่ม เป็นน้ำซุป หรือาจจะอยู่ในรูปเม็ด แคปซูล หรือน้ำ ก็ได้   อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้มัจุดม่งหมายสำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติ (ไม่ใช่สำหรับผู้ป่วย) และเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ




สรุปก็คืออาหารเสริมสำหรับทารกก็คืออาหารที่ให้เด็กรับประทานเสริมจากนมแม่หรือนมผสม  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมขึ้นเองในครัวเรือน หรือบางครั้งอาจจำเป็นต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ขายในท้องตลาดบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งก็ต้องพิจารณาเลือกอาหารบริโภคให้เหมาะกับลูกของเราด้วย ซึ่งการจัดอาหารสำหรับลูกโดยเฉพาะในวัยทารกไม่ใช่เรื่องง่าย  เป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจัยที่สำคัญในการส่งเสริมให้ทารกและเด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างสมวัยก็คืออาหารและการเลี้ยงดู  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่คนใหม่มักมีคำถามมากมาย ….. จะให้กินนมอะไรดี……..อาหารเสริมจะจัดให้ทารกเมื่อไร…….ลูกกินอะไรได้บ้าง…… จะเตรียมยังไงดี………กินแล้วจะเกิดปัญหาไหม ……. ทำไมถึงไม่ยอมกินเลย …… กินแล้วทำไมปวดท้อง …… ทำไมท้องเสีย …… ทำไม …… อย่างไร …..ฯลฯ  หลายคำถามทีเดียว  ซึ่งก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จอะไรมากนัก  คุณพ่อสามารถจะเรียนรู้จากคุณย่าคุณยาย หรือคำแนะนำต่างๆ จากแพทย์ พยาบาล หรือสื่อต่างๆ  (บางครั้งความเชื่อในเรื่องการกินของผู้ใหญ่สมัยก่อนก็ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมีการติดตามข้อมูลข่าวสารใหม่อย่างสม่ำเสมอ) และที่สำคัญเรียนรู้จากการดูแลและสังเกตลูกอย่างใกล้ชิด  เพราะเด็กแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องใจเย็นๆ  ค่อยๆ ปรับและเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก
อาหารเสริมสำหรับทารกมีความสำคัญอย่างไร?

ในช่วงสองขวบปีแรก ทารกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านกายภาพ การพัฒนาด้านต่างๆ ตลอดจนทางด้านสังคม  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นผลจากการเลี้ยงดูและสารอาหารที่ได้รับ ทารกที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยสารอาหารอย่างเพียงพอจะมีความสามารถในการตอบสนองและการเรียนรู้ต่อสิ่งเร้าต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมได้ดี   ทารกแรกเกิดจะมีการประสานกันระหว่างการดูด การกลืน และการหายใจ ดังนั้นแรกๆ ก็จะควรได้รับแต่อาหารที่เป็นของเหลวเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาการเคี้ยว การควบคุมศีรษะ ความสามารถในการเคลื่อนไหว การทรงตัวในท่านั่ง และความสามารถในการคว้า กำมือ  จึงจะเริ่มให้อาหารที่มีลักษณะเป็นกึ่งแข็งกึ่งเหลว และของแข็งตามลำดับ

อาหารเสริมสำหรับทารกมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ทารกมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาการด้านการเคี้ยว การกลืน และการย่อยอาหารแข็งอย่างเหมาะสม และที่สำคัญเป็นการสร้างสมพฤติกรรมการกินที่ดีตลอดไปเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่  ทารกที่ได้รับอาหารเสริมเพียงพอทั้งชนิดและคุณภาพ จะช่วยป้องกันภาวะการขาดสารอาหารทั้งในวัยทารกและวัยก่อนเรียนได้

อาหารเสริมสำหรับทารกควรเริ่มเมื่ออายุเท่าใดจึงจะเหมาะสม

เมื่อลูกคลอดจากครรภ์มารดา “นมแม่” เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกแรกเกิด ซึ่งประกอบด้วยหัวน้ำนมหรือน้ำนมใส และตัวน้ำนม ซึ่งมีประโยชน์และจำเป็นทั้งสองส่วน  คุณแม่ส่วนใหญ่กังวลว่าตัวเองจะมีน้ำนมในวันแรกหลังคลอด  ก็ควรให้ทารกดูดนมไป่ก่อนเป้นการกระตุ้น และวันต่อๆ มาก็จะค่อยๆมีน้ำนมทีละน้อยเพิ่มขึ้นจนกระทั่งได้ 30-60 ซีซีต่อมื้อ (ใช้เวลา 10-15 นาที)

นมแม่นอกจากมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ยังสร้างภูมิต้านทานให้ลูกน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งป้องกันเรื่องการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ไม่ทำให้ลูกท้องเสีย หรือท้องผูก และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นสายสัมพันธ์เชื่อมความรัก ความอ่อนโยนระหว่างแม่กับลูก ดังนั้นในระหว่าง 3-4 เดือนแรกของชีวิตที่ลูกยังบอบบาง และกำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนอกครรภ์มารดา ลูกจึงควรได้รับแต่นมแม่ซึ่งธรรมชาติได้ปรุงแต่งให้สะอาด เหมาะสม มีคุณค่าและเพียงพอสำหรับลูกทุกคน ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมอื่นแต่อย่างใดในช่วงนี้

ถึงแม้ว่าน้ำนมแม่ยังมีมากสำหรับลูกไปจนถึงอายุ 4-6 เดือน แต่หลังจากนั้นปริมาณของน้ำนมจะไม่เพียงพอกับการเจริญเติบโตในขวบปีแรก ซึ่งการเจริญเติบโตจะเร็วมาก โดยปกติแล้วในเดือนแรกน้ำหนักตัวของทารกจะเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม และจะเป็น 2 เท่าของน้ำหนักแรกเกิดเมื่ออายุครบ 5-6 เดือน จะเป็น 3 เท่าเมื่ออายุครบ 1 ปี แต่ถ้าเดือนแรกน้ำหนักของลูกเพิ่มขึ้นไม่ดี ประกอบกับสุขภาพของแม่ไม่แข็งแรงนัก ทำให้มีน้ำนมน้อย  ก็สามารถให้นมผสมแก่ลูกเพื่อเสริมนมแม่ได้ แต่ต้องไม่หยุดให้นมแม่ทีเดียว

นมแม่อย่างเดียวมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของทารกอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับอาหารอื่นเสริม และเมื่อทารกเติบโตขึ้นอายุ 4-5 เดือน  ทารกก็เริ่มหัดเคี้ยว ดังนั้นทารกควรจะได้รับอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวหรืออาหารอ่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคยและสร้างลักษณะนิสัยการกินที่ดีต่อไป  แรกๆ ก็จะเป็นอาหารบดละเอียด และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอาหารที่มีเนื้อหยาบขึ้นเมื่อเริ่มมีฟันเคี้ยวได้  นอกจากนี้ยังต้องฝึกฝนกล้ามเนื้อด้วยการให้ถือช้อนถือแก้วน้ำเองบ้าง หรือหยิบอาหารชิ้นๆ กินเองได้

การเริ่มให้อาหารเสริมแก่ทารก  เป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ตื่นเต้นที่ได้เห็นพัฒนาการต่างๆของลูก ขณะเดียวกันก็มีความกังวลไม่มั่นใจว่าจะทำได้ตามคำแนะนำหรือตามตำราหรือเปล่า  คุณพ่อคุณแม่ก็ใช้หลักการง่ายๆ คือ เรียนรู้ถึงความพร้อมของลูก  และให้อาหารเสริมแก่ลูกเมื่อลูกพร้อม  ซึ่งความพร้อมนี้ไม่ได้อยู่ที่อายุอย่างเดียว ยังมีอีกหลายปัจจัย เช่น ต้องดูจากอัตราการเจริญเติบโต พัฒนาการ ความสมบูรณ์ของร่างกายและระบบประสาทของเด็ก  และความต้องการสารอาหาร  จากนั้นจึงจะวางแผนได้ว่าควรให้ลูกเริ่มกินอาหารเสริมเมื่อใด  ชนิดใด และปริมาณแค่ไหนจึงจะเหมาะสม  ซึ่งบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกด้วย

องค์การอนามัยโลกได้เสนอให้เริ่มเมื่ออายุครบ 6 เดือน  แต่เดิมของไทยเราเคยได้รับการแนะนำที่อายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป  แต่ในปัจจุบันนี้แนะนำที่อายุครบ 4 เดือนขึ้นไป  ซึ่งยังคงต้องศึกษาเพื่อหาแนวทางที่ชัดจนและเหมาะสมสำหรับทารกไทยด้วย

การให้อาหารเสริมแก่ทารกเร็วหรือช้าเกินไป  จะมีผลเสียหรือไม่?

จากที่แนะนำว่าควรเริ่มที่อายุ 4-6 เดือนนั้น มีผลดีเพื่อให้ทารกได้รู้จักรสชาติและลักษณะอาหารหลากชนิด  เกิดการพัฒนาและเรียนรู้การกินอาหารอื่นนอกจากนม

ารให้อาหารเสริมแก่ทารกเร็วหรือช้าเกินไป ย่อมมีผลเสียต่อทารก  กล่าวคือ

การให้เร็วเกินไป คือเริ่มก่อนอายุ 4 เดือน  ในขณะที่ระบบการย่อยของทารกยังไม่พร้อมก็จะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ท้องอืด ท้องเดิน  ลำไส้อุดตัน หรืออาจเกิดการแพ้ได้   นอกจากนี้จะทำให้แม่สร้างน้ำนมไม่เพียงพอสำหรับทารก เนื่องจากทารกดูดนมแม่น้อยลง  อาจเกิดภาวะขาดสารอาหารได้

การให้อาหารเสริมช้าเกินไป คือทารกอายุมากกว่า 6 เดือน ก็อาจทำให้ทารกขาดสารอาหารบางอย่างได้  ทำให้ทารกมีการเจริญผิดปกติ  เนื่องจากปริมาณนมแม่และสารอาหารในนมแม่หรือนมผสมอาจจะมีไม่พอ ได้แก่ธาตุเหล็ก พลังงาน  และโปรตีน  และที่สำคัญทารกจะเคยชินกับการดูดนมแม่  ก็จะเสียโอกาสในการพัฒนาเรื่องของการเคี้ยว การกลืน  การลองอาหารชนิดใหม่ๆ  ซึ่งอาจทำให้บางคนปฏิเสธอาหารแข็งไปตลอดชีวิตเลยก็ได้  นอกจากนี้ชนิดของอาหารเสริมและรูปแบบการกินอาหารในวัยทารกและเด็กนี้ก็จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการมีพฤติกรรมการบริโภคที่ดีในวัยต่อๆ มาด้วย  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละโอกาสนี้ในการปลูกฝังเรื่องการกินที่ดีของลูก

อาหารเสริมในช่วงอายุต่างๆ ในวัยทารกต่างกันอย่างไร?

แรกเริ่มทารกสามารถชันคอได้เองเริ่มทำท่าอยากเคี้ยวและกลืน จึงเริ่มให้ทารกหัดกินอาหารเสริมที่เป็นกึ่งแข็งกึ่งเหลว อ่อนนุ่ม มีเนื้อละเอียด  เพื่อให้ง่ายต่อการกลืน การย่อย  และทำให้มีการดูดซึมได้ดี  ช่วงนี้ก็อาจะให้อาหารเสริมแค่หนึ่งมื้อ

ช่วงต่อมาทารกเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น  สามารถชันคอได้แข็งขึ้น จับนั่งพิงได้  เริ่มจับของเข้าปาก คันเหงือก  ฟันกำลังขึ้น  ใช้ลิ้นและริมฝีปากตวัดอาหาร และกลืนได้ดีขึ้น  นั่นเป็นสัญญาณว่าทารกพร้อมที่จะรับอาหารเสริมรสชาติใหม่ จากอาหารหลากหลายชนิด  การให้อาหารเสริมช่วงนี้ก้อาจเพิ่มเป็น 1-2 มื้อได้  และเริ่มลองให้พวกเนื้อ ผัก หรือผลไม้บดละเอียดเพื่อฝึกการเคี้ยว

ต่อมาเมื่อทารกเริ่มคลาน และเริ่มมีฟันขึ้นแล้ว การให้อาหารเสริมก็ควรมีเนื้อหยาบขึ้น อาจเป็นเนื้อ ผัก และผลไม้ สับหรือบดลักษณะหยาบมากขึ้น แต่ก็ยังคงเคี้ยวง่าย  และอาจมีการแต่งรสนิดหน่อย เพื่อให้มีการพัฒนาเรื่องการบดเคี้ยว และเรียนรู้รสชาติใหม่ของอาหาร   นอกจากนี้รุปแบบอาหารอาจเป็นอาหารที่ให้เด็กได้ถือ หยิบ กัดกินเองบ้าง ทำให้เกิดความสนุกสนานด้วย ช่วงนี้ก็อาจให้อาหารเสริมได้ 2 มื้อ

ต่อมาเมื่อทารกเริ่มหัดเดิน และเป็นเด็กที่เดิน วิ่ง คล่อง ทำกิจกรรมต่างๆได้มากขึ้น มีฟันขึ้นมากแล้ว  ก็จะมีความสามารถในการบดเคี้ยวได้มากขึ้น  อาหารเสริมในช่วงนี้ก้ต้องมีลักษณะหยาบขึ้น มีรสชาติใกล้เคียงกับอาหารปกติ  ช่วงนี้เด็กก็ควรได้รับอาหารเสริม 3 มื้อ เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน เพียงพอต่อการเจริญเติบโต  และเพื่อพัฒนาไปสู่การรับประทานอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการต่อไป

ลำดับการให้อาหารเสริมชนิดต่างๆ

อายุ
อาหารเสริม
ครบ 4 เดือน
ข้าวบดใส่น้ำแกงจืด สลับกับกล้วยน้ำว้าสุกครูด
ข้าวบดกับไข่แดงต้มสุก ข้าวบดกับตับ หรือข้าวบดกับถั่วต้มเปื่อย
ครบ 5 เดือน
เริ่มอาหารปลา และควรเติมฟักทองหรือผักบดละเอียดในข้าวด้วย
ครบ 6 เดือน
ให้อาหารเสริมเป็นอาหารหลัก 1 มื้อ และให้กล้วย มะละกอสุก องุ่น มะม่วงสุก เป็นอาหารว่างอีก 1 มื้อ โดยตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ถ้วยให้ลูกหยิบรับประทานเองได้ และให้เริ่มดื่มน้ำส้มได้โดยผสมกับน้ำสุก 1 เท่าตัว ควรเริ่มทีละน้อยก่อน เช่น 1 ช้อนชา
ครบ 7 เดือน
เริ่มเนื้อสัตว์บดผสมในข้าว เริ่มให้ไข่ทั้งฟองได้ แต่ต้องต้มสุก
ครบ 8-9 เดือน
อาหารมื้อหลัก 2 มื้อ ถ้าลูกน้ำหนักตัวน้อย อาหารอาจเป็นของทอดที่มีน้ำมันด้วย
ครบ10-12 เดือน
อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ และเปลี่ยนจากบด หรือสับละเอียดมาเป็นอาหารอ่อนนิ่มธรรมดาได้แล้ว
 

การให้อาหารเสริมแก่ทารกมีหลักเกณฑ์ทั่วไปบ้าง?

1)      เริ่มให้อาหารเสริมทีละอย่าง ไม่ควรให้พร้อมกันหลายอย่าง เพราะถ้าเด็กเกิดอาการแพ้ จะได้ทราบว่าเกิดจากอาหารอะไร
2)      การเริ่มให้อาหารเสริมแต่ละชนิด ควรเว้นห่างกัน 1-2 สัปดาห์ เพื่อคอยสังเกตดูว่าเด็กมีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่ เช่น มีผื่นตามผิวหนัง ร้องกวนมาก  ไอ  หอบ
3)      เริ่มให้ทีละน้อยจากครึ่งช้อนชา แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
4)      เตรียมอาหารให้เหมาะกับอายุและพัฒนาการของเด็ก
5)      ต้องระวังสนใจเรื่องความสะอาดให้มาก ผู้ปรุงต้องล้างมือให้สะอาดก่อนปรุง ภาชนะต้องต้มฆ่าเชื้อให้สะอาด แยกต่างหากจากของผู้อื่น อาหารต้องใหม่สด และต้มให้สุกอย่างทั่วถึง และเมื่อปรุงเสร็จแล้วต้องมีฝาปิดมิดชิดกันแมลงวันตอม
6)      อาหารของทารกต้องรสไม่จัด ปรุงรสเพียงเจือจาง และไม่ใส่ผงชูรส
7)      ให้เด็กรับประทานอาหารเป็นเวลา เป็นที่เป็นทาง ไม่เล่นไปด้วย ควรสร้างบรรยากาศให้เพลิดเพลินสนุกสนาน และหากเด็กปฏิเสธให้หยุดไปก่อน แล้วค่อยเริ่มใหม่ในอีก 3-4 วัน
8)      ให้เด็กหัดช่วยตัวเอง หัดถือช้อนเอง หัดหยิบอาหารเข้าปากเอง โดยทั่วไป เด็ก 6-7 เดือนจะนั่งได้ และเริ่มอยากจะช่วยตัวเอง นำอาหารเข้าปากเอง
9)      ไม่ควรให้น้ำหวาน กลูโคส น้ำอัดลม เพราะไม่มีประโยชน์ ทำให้ไม่อยากรับประทานอาหารอื่นที่มีประโยชน์
 
ข้อควรรู้เมื่อเริ่มให้อาหารทารก

1)      ทำไมจึงควรเริ่มด้วยไข่แดงก่อน
- การให้ไข่ควรให้ไข่แดงก่อน เพราะไข่ขาวย่อยยากกว่าและเด็กจะแพ้ได้ง่ายกว่าไข่แดง เริ่มให้ครั้งแรก ? หรือ ? ช้อนชา จนถึงทั้งฟอง
- ไข่แดงต้องต้มให้สุก ไม่ควรเป็นยางมะตูม เพราะจะย่อยยาก
- ไข่แดงให้เมื่อทารกอายุครบ 4 เดือน ประกอบด้วยโปรตีน วิตามินต่างๆ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ซึ่งร่างกายทารกต้องการนำไปใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง
- เมื่ออายุครบ 7 เดือน ทดลองให้ไข่ขาว ถ้าไม่แพ้ก็ให้ทั้งฟองได้ แต่ถ้าแพ้คือมักพบว่ามีผื่นขึ้นที่ใบหน้าทั้งสองข้างแก้มที่เรียกว่า “ขี้กลากน้ำนม” ควรจะเลื่อนการให้ไข่ขาวแก่ลูกออกไป และเริ่มให้ใหม่เมื่ออายุราว 1 ปี

2)      ผักที่ใช้ควรเป็นชนิดใด
- ผักให้ใช้ผักที่ต้มเปื่อยง่ายมีกากน้อยก่อน เช่น ฟักทอง ฟัก มะเขือเทศ ผักกาดขาว

3)      ปลาที่เลือกใช้ควรเป็นชนิดใดก่อน
- ปลา ควรเป็นปลาเนื้อนิ่ม และเริ่มปลาน้ำจืดก่อน เพราะไม่แพ้ง่ายและเนื้อนิ่ม เวลารับประทานให้เลือกหนังออก ใช้แต่เนื้อ เอาก้างออกให้หมดโดยใช้มือสะอาด วิธีปรุงควรใช้ต้มหรือนึ่ง

4)      ตับควรเริ่มให้ตั้งแต่อายุกี่เดือน
- ตับ  ให้ได้เมื่ออายุครบ 4 เดือน ตับเป็นแหล่งของสารอาหารที่ดีมากเช่นเดียวกับไข่ มีทั้งวิตามินเอ ดี บี2 และแร่ธาตุ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก และยังมีโปรตีน ไขมัน ทั้งตับและไข่จะช่วยให้เด็กเติบโตแข็งแรงดี ทั้งยังป้องกันการขาดวิตามินต่าง ๆ ด้วย
- ตับบดไม่ควรซื้อชนิดบรรจุกระป๋องขาย แต่ให้ซื้อตับสดมาทำเอง อาจจะเริ่มที่ตับไก่ก่อน เพราะกลิ่นไม่แรง และนิ่มกว่าตับของสัตว์อื่น ๆ

5)      ข้าวที่นำมาเตรียมข้าวบดควรเป็นข้าวชนิดใด
- ข้าวสุกร้อน ๆ จะบดได้ง่ายและละเอียดกว่าข้าวที่ทิ้งไว้จนเย็น
-  ข้าวสุกที่บดละเอียดแล้ว สามารถนำไปเก็บในช่องแช่แข็งตู้เย็นได้ประมาณ 2 อาทิตย์ ก่อนป้อนเด็กนำมาอุ่นให้ร้อนในหม้อ

6)      น้ำส้มควรให้หรือไม่อย่างไร
- เวลาให้เด็กดื่มน้ำส้มคั้น ควรใช้ถ้วยหัดดื่ม ไม่ควรใช้ขวด เพราะน้ำส้มมีน้ำตาลมาก เวลาดูดนาน ๆ น้ำตาลจะไปจับที่ฟันหน้าบน เด็กจะฟันผุได้ง่าย

7)      อาหารประเภทถั่วควรให้เมื่อใด
-  ถั่วชนิดต่าง ๆ ให้ได้เมื่ออายุครบ 4 เดือนแต่ต้องต้มให้สุกจะได้ย่อยง่ายและท้องไม่อืด แล้วนำมาบดผสมกับข้าวหรือจะให้ในรูปของเต้าหู้ก็ได้

8)      เมื่อลูกอายุครบหนึ่งปี กินอาหารได้สามมื้อแล้ว ควรงดนมหรือไม่
- เด็กอายุ 10-12 เดือน ถึงแม้จะรับประทานข้าว 3 มื้อ นมก็ไม่ควรขาด ควรดื่มวันละ 3-4 แก้ว โดยพยายามให้เด็กหัดดื่มจากถ้วยถือรับประทานเองให้ได้ และเพื่อป้องกันการขาดสารอาหารในวัยที่กำลังซุกซน ควรให้เด็กได้รับประทานไข่วันละ 1 ฟอง สลับกับอาหารอื่นด้วย เช่น ปลา หรือเนื้อสัตว์อื่น
- การให้อาหารเสริมต้องไม่ลืมว่านมยังเป็นอาหารหลักในช่วงขวบปีแรกอยู่
 
การเสริมวิตามินและเกลือแร่ในทารกและเด็กมีความจำเป็นหรือไม่?

วิตามินและแร่ธาตุเป็นสารอาหารที่มีบทยาทสำคัยในการทำงานของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งเป็นส่วนประกอบของเซลล์และสารประกอบที่สำคัญในร่างกาย  ดังนั้นร่างกายจึงต้องการวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ จากอาหารในปริมาณที่พอเพียงเพื่อดำรงชีวิต  แต่ปริมาณที่ต้องการนั้นก็เล็กน้อยเมื่อเทียบกับสารอาหารหลักประเภทโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรท  แต่ก็พบภาวะขาดได้  ถ้าได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงก็จะเป็นทารกและเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร และคนสูงอายุ เป็นต้น

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์วิตามินและแร่ธาตุแพร่หลายมาก อาจเป็นวิตามินชนิดรวม และเดี่ยว  ผู้คนในปัจจุบันก็มีความสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นจึงมีการใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริมมากขึ้น  การใช้ที่มากเกินความจำเป็น หรือใช้ไม่เหมาะสมก็จะทำให้เกิดปัญหาได้เช่นเกิดพิษ  การแพ้ เป็นต้น  และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้วย

สำหรับการเสริมวิตามินและเกลือแร่ในทารกและเด็กนั้น มีข้อบ่งชี้  3 ประการคือ ป้องกันการขาด เพื่อรักษาอาการขาด  และการเสริมวิตามินบางชนิดในปริมาณสูงเพื่อการรักษาโรคบางชนิดที่เป็นมาแต่กำเนิด

โดยทั่วไปทารกและเด็กที่ได้รับอาหารตามวัยอย่างถูกต้องและพอเพียงจะได้รับวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากพอ ไม่จำเป็นต้องเสริม 

วิตามินเค และดี  ทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่จะได้รับวิตามิน เค และดี น้อยกว่านมผสม  เพราะในนมแม่มีน้อย  แต่ก็ไม่ค่อยน่าห่วงเพราะว่าทารกแรกเกิดมักจะได้รับการเสริมวิตามินเคตั้งแต่แรกเกิดที่โรงพยาบาลแล้ว  สำหรับบ้านเราแสงแดดมากตลอดปี  ก็ไม่ค่อยพบอาการขาดวิตามินดี 

ฟลออไรด์  ในกรณีที่น้ำบริโภดมีปริมาณฟลูออไรด์ต่ำ  ทารกและเด้กปกติจะได้รับฟลุออไรดืต่ำไปด้วย  จึงจำเป็นต้องได้รับการเสริม  โดยมีหลักดังนี้  คือควรให้ตั้งแต่เด้กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป  ถ้าปริมาณในน้ำดื่มมีน้อย  ฟลูออไรด์ที่มีขายอยู่จะเป็น Sodium Fluoride 0.25 และ 1 mg และชนิดน้ำขนาดที่ใช้ ขึ้นกับปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่ม

อายุ
ปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่ม (ppm)
<0.3
0.3-0.6
>0.6
แรกเกิด - 6 เดือน
0
0
0
6 เดือน – 3 ปี
0.25
0
0
3 – 6 ปี
0.50
0.25
0
6 -16 ปี
1.00
0.50
0
 
เด็กที่น่าจะมีปัญหาการขาดวิตามินและแร่ธาตุ คือ
1. บริโภคอาหารไม่ครบห้าหมู่  เช่นดื่มแต่นมเป็นส่วนใหญ่  อาจขาดธาตุเหล็ก วิตามินซี  คนที่กินมังสวิรัติอาจขาดวิตามินบี12
2. เด็กที่กินนมน้อย  และเด็กๆ ก็ไม่ค่อยได้กินปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง เต้าหู้  อาจขาดแคลเซียมได้
3. มีน้ำหนักน้อย หรือเติบโตช้า
4. มีการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือรุนแรง หรือเบื่ออาหาร
5. มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน อุจจาระร่วง
6. อยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแร่ธาตุในน้ำและดิน เช่นไอดอดีน สังกะสี ซีลีเนียม เป็นต้น
 
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเสริมวิตามินและเกลือแร่

1. ถ้ามีอาการแสดงหรือผลทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าขาด ก็ควรให้ในขนาดการรักษา 
2. ถ้าไม่มีอาการแสดง หรือผลทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าขาดวิตามินและแร่ธาตุตัวใดตัวหนึ่ง แต่ว่าเด้กมีน้ำหนักตัวน้อย  ขาดดปรตีนและพลังงาน  หรือมีประวัติการกินอาหารไม่เหมาะสม  ควรให้วิตามินรวม  ราคาเหมาะสม  ไม่แพงเกินไป  ข้อควรระวังคือไม่ควรให้ในปริมาณที่มากเกินไป เพราะวิตามินโดยเแพาะกลุ่มที่ละลายในไขมัน สามารถสะสมในร่างกายได้มากจนเกิดภาวะพิษได้  ส่วนวิตามินที่ละลายในน้ำ แม้จะไม่สะสมแต่ก้สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ถ้าได้รับเกินขนาด

การเลือกนมสำหรับทารกควรเลือกอย่างไร?

นมแม่ถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกเพราะว่ามีส่วนประกอบที่ให้มีพลังงานและสารอาหารที่จำเป็น ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับทารก และยังมีปัจจัยต่างๆ ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อด้วย ปฏิกิริยาการแพ้นมแม่จะน้อยมาก  และการที่ลูกได้ใกล้ชิดแม่ขณะให้นมลูก ก็เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีมากด้วย

นมวัวที่มิได้ดัดแปลง จะไม่เหมาะเป็นอาหารสำหรับทารก เพราะในนมวัวจะมีส่วนที่มีลักษณะเป็น แข็งและเหนียว (curd) ซึ่งยากต่อการย่อยของทารก ขณะเดียวกันความสามารถในการดูดซึมนมวัวของทารกจะน้อยกว่านมแม่ ในนมวัวมีโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณสูง จึงเป็นผลให้ไตของทารกต้องทำงานหนัก

ในกรณีที่ไม่สามารถเลี้ยงทารกด้วยนมแม่  หรือในช่วงหย่านม ก็อาจเลือกใช้นมผสมซึ่งเป็นสูตรนมสำหรับเลี้ยงทารกโดยเฉพาะ ในการเลือกนมผสมควรเลือกชนิดที่มีส่วนผสมใกล้เคียงนมแม่มากที่สุด  ซึ่งในปัจจุบันสูตรนมดัดแปลงสำหรับทารกที่มีขายตามท้องตลาด ก็จะมีส่วนประกอบต่างๆ ใกล้เคียงนมแม่  และมีการพัฒนาขึ้นมากโดยการเติมสารต่างๆ และอ้างประโยชน์ต่อทารก ในด้านต่างๆ ซึ่งแน่นอนราคาก็ย่อมสูงตามไปด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องชั่งน้ำหนักเอาเองว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน  และทารกของเรามีความต้อ

งการอะไรเป็นพิเศษนอกเหนือจากนมและอาหารเสริมแล้ว และเราสามารถจะจ่ายได้มากน้อยแค่ไหน  แต่สูตรนมต่างๆ ที่ออกมา ก็มีการศึกษามาพอสมควรแล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องศึกษาติดตามต่อไปว่าให้ผลแตกต่างมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับสูตรนมธรรมดาทั่วไป

โดยทั่วไปสูตรนมทารกที่ขายในท้องตลาดก็จะเป็น สองกลุ่มทารกตามอายุ  ได้แก่ สำหรับทารกแรกเกิดถึงหนึ่งปี และอีกกลุ่มหนึ่งคือสำหรับทารกอายุตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี  ซึ่งก็จะระบุไว้ที่ข้างกระป๋อง  คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับอายุของทารก  ส่วนยี่ห้อนั้นคงไม่ต้องกล่าวถึงเพราะว่าคุณค่าโภชนาการไม่แตกต่างกัน อาจจะต่างกันนิดหน่อยในเรื่องของส่วนประกอบบางอย่างหรือรสชาติ  แต่องค์ประกอบพื้นฐานที่ทารกควรได้รับจะไม่แตกต่างกัน  นอกจากนี้ก็อาจต้องคำนึงถึงราคาด้วย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบด้วย  ทารกบางคนติดรสชาติของยี่ห้อนี้  พอเปลี่ยนยี่ห้อก็ไม่ยอมดูดนมเลยเป็นต้น


ส่วนการเตรียมนมให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำอย่างเคร่งครัด เพราะถ้าชงนมใสเกินไปลูกจะได้รับคุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอ หรือถ้าเข้มข้นมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อลูกได้
 
สารพันปัญหาเกี่ยวกับนมผสมสำหรับทารก

1) สูตรนมดัดแปลงสำหรับทารกที่ เติม Taurine มีประโยชน์อย่างไร
Taurine  (2-aminoethanesulfonic acid) มีบทบาทสำคัญคือจับกับกรดน้ำดีได้เกลือน้ำดีซึ่งมีความจำเป็นในการย่อยและดูดซึมไขมันและวิตามินที่ละลายในไขมัน  มีบทบาทช่วยทำให้ เซลล์เมมเบรนแข็งแรง   ควบคุมเรื่องการเต้นของหัวใจ  เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมของแคลเซียม  นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างภูมิต้านทานและการต้านอนุมูลอิสระ

เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าสมองทารกแรกเกิดมี taurine สูงกว่าสมองผู้ใหญ่  จึงมีการตั้งสมมติฐานว่า taurine น่าจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองและระบบประสาทส่วนกลาง มีส่วนควบคุมการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อและระบบประสาท

2) สูตรนมดัดแปลงสำหรับทารกที่ เติม nucleotides มีประโยชน์อย่างไร
Nucleotides เป็นโครงสร้างเอง RNA and DNA  ซึ่งมีความสำคัญในเรื่องของการแบ่งเซลล์ จึงเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและพัฒนาร่างกาย  นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  จึงช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดท้องเดินได้

3) สูตรนมดัดแปลงสำหรับทารกที่ เติม prebiotics มีประโยชน์อย่างไร
prebiotics-oligofructose เป็นคาร์โบไฮเดรทที่ไม่สามารถย่อยได้ในทางเดินอาหาร จัดเป็นใยอาหารชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติในการช่วยส่งเสริมให้ลำไส้ทารกบีบตัวได้ดี ให้ระบบทางเดินอาหารมีสุขภาพดี สามารถป้องกันทั้งท้องผูกและท้องเดินด้วย    ป้องกันท้องผูกโดยทำให้อุจจาระนิ่ม ด้วยการดึวน้ำและอิเลกโตรไลท์เข้าสู่โพรงลำไส้  ป้องกันท้องเดินโดยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรค และป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เกาะติดผนังเซลลำไส้ บางคนมีปัญหาว่าถ้าให้นมผสมแบบนี้จะทำให้เด็กอิ่มเร็วและดื่มนมได้น้อยลง  จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก oligofructose เป็นใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำจึงไม่มีกากเหมือนกับรับประทานผักผลไม้ ดังนั้นจะไม่ทำให้เด็กรู้สึกอิ่มเร็วหรือดื่มนมได้น้อยลง  นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องขับถ่าย ระบายท้องของเด็กได้ดีด้วย

4) สูตรนมดัดแปลงสำหรับทารกที่ เติม DHA มีประโยชน์อย่างไร
DHA (Docosahexanoic acid) และ AA (Arachidonic acid) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว  มีการศึกษาพบว่ามีมากในรกของมนุษย์  และพบว่าทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย ศีรษะเล็ก และน้ำหนักรกน้อย  มีปริมาณ AA ระดับต่ำในเลือดมารดา เนื้อรก และเลือดจากสายสะดือ 

จากการศึกษาในทารกเกิดก่อนกำหนด ทีได้รับการเสริม AA และ DHA  พบว่าน้ำหนักตัวขึ้นดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการเสริม และไม่แตกต่างกับกลุ่มที่ได้รับนมแม่

กรดไขมันกลุ่มนี้ มีความสำคัญในเรื่องการมองเห็นและการพัฒนาสมอง จากการศึกษาพบว่าอาจช่วยในเรื่องของความฉลาด การเรียนรู้ของเด็ก   แม้ว่าการศึกษาเกี่ยวกับการเสริมกรดไขมันไม่อ่มตัวสายยาวนี้ในอาหารสำหรับทารกก่อนกำหนด และครบกำหนดจะแสดงให้เห็นถึงประโยชน์และไม่มีผลเสียเกิดขึ้น  แต่การศึกษานี้แสดงผลในระยะสั้นเท่านั้น  ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่ามีผลต่อสายตาและการเรียนรู้ในระยะยาว  ยังคงต้องศึกษาติดตามผลต่อไป

5)  แม่ที่ให้นมลูกเอง พอจะหย่านม เปลี่ยนเป็นนมผสม พบว่าลูกเกิดผื่นแดง จะทำอย่างไร
อาการผื่นแดงอาจเกิดจากการแพ้โปรตีนในนมวัว  แนะนำว่าควรเปลี่ยนเป็นสูตรนมสำหรับเด็กที่แพ้นมวัว  ถ้าไม่ดีขึ้นอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ควรพบแพทย์

6) ในช่วงที่มีการเปลี่ยนนมยี่ห้อใหม่  ทารกจะปฏิเสธไม่ยอมกิน  แล้วถ้าเปลี่ยนจะทำให้เกิดอาการท้องเดิน ท้องผูกหรือไม่
ทารกบางคนอาจเกิดอาการท้องเดิน หรือท้องผูกเวลาเปลี่ยนชนิดนม  แต่ส่วนใหญ่ก็จะหายไป เมื่อให้ไปสักระยะหนึ่งอาจจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์  จากนั้นทารกก็จะสามารถปรับตัวได้  แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็อาจพิจารณากลับไปกินนมชนิดเดิมที่ไม่มีปัญหา  อย่างไรก็ตามในปัจจุบันก็มีนมหลายสูตรให้เลือก เติมส่วนประกอบต่างๆ เพื่อประโยชน์แก่ทารก เช่น ผสม prebiotic ก็ช่วยเรื่องท้องผูกได้  หรืออาจเติม probiotic ก็จะช่วยให้ลูกขับถ่ายได้ดีขึ้น  บางชนิดเพิ่มใยอาหารก็ช่วยเรื่องถ่ายเหลวได้

7)      นมผสมที่ขายในท้องตลาดมีสูตร 1 กับสูตร 2 แตกต่างกันอย่างไร
นมสูตร 1 มักจะหมายถึงสูตรนมที่ใช้เลี้ยงทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ปี  และสูตร 2 ก็จะเหมาะสำหรับทารก 6 เดือนถึง 3 ปี   ซึ่งก็จะมีปริมาณสารอาหารต่างๆ ต่างกัน ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กวัยต่างๆ  โดยสูตร 1 ก็จะมีปริมาณสารอาหารบางอย่างสูงกว่า  ราคาก็สูงกว่าด้วย  เหมาะสำหรับทารกเมื่อยังเล็ก เพราะยังไม่ได้รับอาหารเสริมอื่นๆ  แต่เมื่อทารกโตขึ้นได้รับอาหารเสริมแล้ว  ก็อาจเลือกนมสูตร 2 ได้  ซึ่งก็เพียงพอแล้ว  และเมื่ออายุหนึ่งขวบนมก็จะเป็นแค่อาหารเสริมเท่านั้น  บางคนก็จะมีคำถามว่าตอนที่ลูกอายุ 6เดือนแล้วจะเลือกสูตร 1 หรือสูตร 2 ดีกว่า  คำตอบก็คือ ได้ทั้งสองอย่าง เพราะสูตร 1 ก็ใช้ได้ถึง 1ปี  และสูตร 2 ก็ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป  ดังนั้นถ้าจะแนะนำก็คือถ้านมสูตร 1 ยังไม่หมด ก็ให้ต่อไป แล้วค่อยเปลี่ยนก็ได้  หรือจะใช้จนถึงอายุ 1 ปีเลยก็ได้ ทั้งนี้ก็จะจ่ายแพงกว่าเท่านั้นเอง

8)      ทารกสามารถกินนมสดได้หรือไม่
ทารกตั้งแต่แรกเกิด อาหารที่ดีที่สุดคือนมแม่  หรือถ้าไม่สามารถให้นมแม่ได้  ทางเลือกก็คือนมผสม หรือที่เรียกว่านมดัดแปลงสำหรับทารก  ซึ่งโดยทั่วไปก็จะทำจากนมวัวมาดัดแปลงให้มีความคล้ายคลึงกับนมแม่    สำหรับนมสด ไม่ว่าจะหมายถึงพลาสเตอร์ไรซ์หรือ UHT ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงทารกแรกเกิด- 1 ปี  เนื่องจากส่วนประกอบในนมวัวไม่เหมาะสมกับระบบตับ ไต ของทารก   และทารกอาจเกิดการแพ้ได้  จึงแนะนำให้ใช้ได้เมื่ออายุตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป  แต่อย่างไรก็มีทางเลือกสูตรนมสำหรับทารกถึงอายุ 3 ปี  แต่ราคาก็จะสูงกว่า

9)      แม่ที่ให้นมลูกเอง พอจะหย่านม เปลี่ยนเป็นนมผสม พบว่าลูกเกิดผื่นแดง จะทำอย่างไร

ตัวอย่างการจัดอาหารอาหารเด็ก 3 เดือน
 
- กล้วยน้ำว้าสุกงอมครูด (ไม่เอาไส้กล้วย)
- ข้าวครูด + กล้วยน้ำว้า บดละเอียดใส่น้ำต้มผัก
- ข้าวครูดใส่น้ำต้มผัก
- ข้าวครูดใส่น้ำแกงจืด
- น้ำส้มเช้งคั้น ผสมน้ำสุกเท่าตัว
- น้ำส้มเขียวหวานคั้น ผสมน้ำสุกเท่าตัว

อาหารเด็ก 4 เดือน

- ข้าว + ตับหมูบด (สับตับหมูให้ละเอียดแล้วต้มจนสุก นำมาบดให้ละเอียด)
- ข้าวสุก + เต้าหู้หลอดต้มสุก บดจนละเอียด / ครูดด้วยกระชอน
- ข้าวสุก + ไข่แดงต้มสุก บดจนละเอียด
- เต้าหู้หลอด + ตับบดต้มสุก บดละเอียด

อาหารเด็ก 5-6 เดือน
 
- ฟักทองบดกับนม : อุ่นนมพร้อมใส่ฟักทองสุกบดละเอียดคนให้เข้ากัน
- ฟักทองบดกับไข่แดง : ฟักทองบดตับกับนม + ไข่แดงต้มสุก
- ฟักทองบดกับปลา : ฟักทองสุกบดละเอียด + เนื้อปลาช่อนบดละเอียดผสมและปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลือง + น้ำแกงจืด
- มันฝรั่งบดกับไข่แดง  : ละลายเนยสดด้วยไฟอ่อนใส่มันฝรั่ง + แครอทที่ต้มสุกบดละเอียด เติมนมอุ่น +  ไข่แดง คนให้เข้ากันจนไข่สุก
- ข้าวบดแครอท + ปลาช่อน : ต้มข้าวสวย + แครอท + เนื้อปลาต้มสุกแล้วบดละเอียด
- ข้าวบดใบตำลึง + ปลาช่อน
- ข้าวบดเนื้อไก่ + ใบตำลึง
- ข้าวบดฟักทอง + ตับหมู
- ข้าวบดมันเทศ +ตับหมู
- ข้าวบดผักโขม + ไข่แดงต้มสุก
- ข้าวลดใบผักกาดขาว + เนื้อปลาช่อน
- ข้าวบดผักบุ้งจีน + เนื้อปลาช่อน
- ข้าวบดกระหล่ำดอกรับไข่แดงต้มสุก
- ซุปเนื้อปลากับไข่แดง : บดเนื้อปลาให้ละเอียดต้มกับน้ำแกงจืดใส่ไข่แดงคนจนสุก
- ฟักอ่อนไข่แดง : ฟักทองต้มสุกนิ่มใส่ไข่แดงคนจนสุกบดละเอียด
- ผักคะน้าตับไก่ : ก้าน + ยอดคะน้าสับละเอียด + ตับไก่ต้มสุก บดละเอียด
- ข้าวครูดไข่แดง + แครอท
- แครอท + ตับไก่บด
- ฟักทอง + ตับไก่บด
- ไข่แดงตุ๋นนมสด  :ไข่แดงผสมน้ำมัน ตุ๋นจนสุกข้น
- ไข่แดงนึ่งกับผัก : ใบผักกาดขาว + ใบตำลึง + ฟักทอง
- สับละเอียดต้มสุกนุ่ม นำไปผสมกับไข่แดงตีให้เข้ากันเทใส่ภาชนะทนไฟนึ่งจนสุก
- ซุปฟักทอง: ฟักทองสุกบดละเอียด + น้ำแกง + แป้งข้าวโพด ตั้งไฟจนแป้งสุกปิดไฟ ใส่ครีมข้นคนให้เข้ากัน
- ซุปผักตำลึง : ยอด + ใบตำลึงสับต้มสุก + แป้งข้าวโพดคนจนแป้งสุก ปิดไฟใส่ครีมข้น คนให้เข้ากัน

โดย ภญ.อ.ดร.สุญานี พงษ์ธนานิกร ภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย





Link ล่าสุด



Link ที่เกี่ยวข้อง

04/04/2013 จำนวนผู้อ่าน 56117 ครั้ง คะแนน3 คะแนน

* กรุณา เข้าสู่ระบบ ก่อนทำการ แสดงความคิดเห็น หรือ สมัครสมาชิก

ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน
จำผู้ใช้ระบบ

Most View สุขภาพ

  1. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 292889 ครั้ง

  2. มาทายเพศของลูกในท้อง...

    จำนวนผู้อ่าน 266457 ครั้ง

  3. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 260062 ครั้ง

  4. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 258115 ครั้ง

  5. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 247995 ครั้ง

luminos-media
facebook tinyzone
twitter tinyzone
ubicq
sabinie
advertise