Skip Navigation Linksหน้าแรก > สุขภาพ > สุขภาพจากเรา > โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ วิธีรักษาในเด็กและผู้ใหญ่


โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ วิธีรักษาในเด็กและผู้ใหญ่

เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยในเด็ก แต่อาจพบในผู้ใหญ่ได้ด้วย โดยผู้ป่วยจะมีผื่นคันที่ใบหน้า และแขนขา เป็นๆ หายๆ ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรค แต่พบหลักฐานบ่งชี้ว่า มีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมักจะได้ประวัติว่า มีบุคคลอื่นในครอบครัว หรือญาติพี่น้อง ป่วยเป็นโรคผิวหนังชนิดนี้ หรือโรคภูมิแพ้อื่นๆ เช่น โรคหอบหืด และโรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วยถึง 70%
 


อาการของโรคผิวหนังจากภูมิแพ้จําแนกได้เป็น 3 ระยะ คือ

ระยะเด็กเล็ก :  พบในเด็กอายุ 2 เดือน - 2 ปี ระยะนี้ ผู้ป่วยจะมีผื่นแดง สะเก็ดบางๆ หรือมีน้ำเหลืองแห้งกรังปกคลุมที่ศีรษะ แก้ม คอ หน้าผาก หัวเข่า และแขนขา มีอาการคันมาก ระยะนี้จะพบการแพ้อาหารร่วมด้วยได้บ่อย

ระยะเด็กโต :  พบในเด็กอายุ 2 - 10 ปี ระยะนี้ผู้ป่วยจะมีผื่นแดงคัน สะเก็ดบางๆ ที่ข้อพับแขน และขา รอบคอ ข้อมือ หนังตา และใบหน้า ถ้าเป็นอยู่นาน ผิวหนังจะหนาเนื่องจากการเกา ระยะนี้พบการแพ้อาหารน้อยลง แต่จะพบการแพ้สารอื่น เช่น ผ้าขนสัตว์ ขนแมว และเกสรดอกไม้เพิ่มขี้น

ระยะผู้ใหญ่ :  ผู้ป่วยจะมีผื่นลักษณะเช่นเดียวกับที่ข้อพับ แขนและขา ด้านหน้าและด้านข้างคอ หน้าผาก และรอบตา

ภาวะแทรกซ้อน


ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนังโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่มีอาการรุนแรง จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสต่ำ จึงมีโอกาสเป็นโรคผิวหนังติดเชื้อได้ง่าย และโรคดังกล่าวอาจลุกลามแพร่กระจายไปได้ทั่วตัว

การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคผิวหนังจากภูมิแพ้

ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทําให้โรคเป็นมากขึ้น ได้แก่ สิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นละออง อากาศร้อน หรือเย็นจัด ไม่ควรใช้สบู่ยา ควรอาบน้ำด้วยสบู่อ่อนๆ แล้วใช้โลชั่นทาตัวหลังอาบน้ำ หรือผสม Bathing oil ลงในน้ำที่อาบ เพื่อป้องกันผิวหนังแห้ง ไม่ควรอาบน้ำบ่อย และการอาบน้ำแต่ละครั้ง ไม่ควรอาบนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาวที่มีอากาศแห้ง เสื้อผ้าที่ใช้ควรเป็นผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มๆ ไม่ควรใช้เสื้อผ้าที่ทําจากขนสัตว์ หรือใยสังเคราะห์

ทายา Steroid ครีมอ่อนๆ วันละ 2 - 3 ครั้งเพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง และอาการคัน ทั้งนี้ การใช้ยาดังกล่าว ควรอยู่ภายใต้การแนะนําของแพทย์ ไม่ควรซื้อยาใช้เองต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้

รับประทานยา Antihistamine เช่น Chlorpheni-ramine, Hydroxyzine เพื่อลดอาการคัน เนื่องจากยานี้มีผลข้างเคียง ทําให้ง่วงนอน ในระหว่างรับประทานยาดังกล่าว จึงไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทํางานกับเครื่องจักร

ในกรณีที่เป็นโรคติดเชื้อผิวหนัง เช่น แผลพุพอง ฝี อีสุกอีใส หรือโรคเริม ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว






Link ล่าสุด



Link ที่เกี่ยวข้อง

04/04/2013 จำนวนผู้อ่าน 7443 ครั้ง คะแนน0 คะแนน

* กรุณา เข้าสู่ระบบ ก่อนทำการ แสดงความคิดเห็น หรือ สมัครสมาชิก

ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน
จำผู้ใช้ระบบ

Most View สุขภาพ

  1. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 265642 ครั้ง

  2. มาทายเพศของลูกในท้อง...

    จำนวนผู้อ่าน 248039 ครั้ง

  3. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 232815 ครั้ง

  4. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 230868 ครั้ง

  5. 7 ข้อห้าม หลังคลอด ส...

    จำนวนผู้อ่าน 220748 ครั้ง

luminos-media
facebook tinyzone
twitter tinyzone
ubicq
sabinie
advertise