Skip Navigation Linksหน้าแรก > หนูเที่ยว > หนูเที่ยวจากเรา > พุทธสถาน จี เต็ก ลิ้ม ไหว้เทพเจ้าโชคลาภ ไฉ่ซิ้งเอี๊ย อ.เมือง จ.นครนายก


พุทธสถาน จี เต็ก ลิ้ม ไหว้เทพเจ้าโชคลาภ ไฉ่ซิ้งเอี๊ย อ.เมือง จ.นครนายก

พุทธสถาน จี เต็ก ลิ้มศูนย์ส่งเสริม พระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมไทย – จีน พุทธสถาน จี เต็ก ลิ้ม ต.ศรีจุฬา อ.เมือง จ.นครนายก มีเนื้อที่ 250 ไร่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 จากกรุงเทพฯ ตรงไปตามถนน องค์รักษ์นครนายก ประมาณ 100 กิโลเมตร จะพบกับพุทธสถานแห่งนี้ชื่อตามแบบ ภาษาจีนแต้จิ๋วว่า จี เต็ก ลิ้ม อันมีความหมายว่า เป็นที่ปฏิบัติหรือบำเพ็ญพจน์ขององค์กวนอิมโพธิสัตว์หรือในอีกความหมายหนึ่งคือ อุทยาน ไผ่ม่วง พุทธสถานแห่งนี้ได้สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมจีน และตามความคติความเชื่อของมหายานโดยใช้หลัก ฮวง จุ้ย
 


ปัจจุบันมี อาจารย์นาวิน อมิตตาเรืองกิจ เป็นประธานบริหารพุทธสถานและยังส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนในเขตชนบทอีกทั้งยังเป็นศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาไทย-จีน ให้ความรู้กับประชาชนที่สนใจ ได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องพุทธศาสนามหายานนอกจาก นี้ยังมีโครงการส่งเสริมโรงเรียนด้วยการอุดหนุนเรื่องทุนอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียน มีการแจกอุปกรณ์การเรียน และเครื่องสาธารณูอุปโภคบริโภคให้กับเด็กนักเรียน และในส่วนของชาวบ้านทางพุทธสถานช่วยให้ชาวบ้านมีที่ทำงานเพื่อนำรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว
 




นอกจากนั้นยังปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับคนในท้องถิ่น และยังเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี๊ย) ปางมหาเศรษฐีชัมภล ที่ให้ที่สุดในประเทศไทย แล้วยังมีเทพเจ้าอีกหลายองค์ เช่น เทพเจ้าเฮ่งเจีย เจ้าพ่อกวนอู เจ้าพ่อเสือ พระโพธิสัตว์กวนอิม สูง 9 เมตร พระไภสัชยคุรุพุทธเจ้า ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 พุทธสถาน จี เต็ก ลิ้ม ได้รวบรวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์มงคลทั้งของพุทธมหายานและลัทธิเต๋าไว้เป็นจำนวนมาก และทางพุทธสถานยังได้มีการพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในทุก ๆ ปีพุทธสถาน จี เต็ก ลิ้ม จะมีประชาชนมากราบไหว้ขอพรเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ , ตรุษจีนจะมีประชาชนมาฝากดวง สะเดาะเคราะห์เพื่อต่อดวงชะตาในปีนั้นๆให้ปราศจากอุปสรรคเป็นจำนวนมาก

เทพเจ้าโชคลาภ
ประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี๊ย) ปางมหาเศรษฐีชัมภล ในคัมภีร์ภาษาบาลีที่จัดอยู่ในหมวดโลกศาสตร์ ซึ่งปราชญ์ทาด้านพุทธศาสนาโบราณได้แต่งไว้เท่าที่มีการค้นพบ มีด้วยกันแปดเรื่อง หนึ่งในแปดเรื่องนั้นคือ โลกสัณฐานโชตรตรคัณฐีอันมีเนื้อหากล่าวถึงกำเนิดจักรวาล และภพภูมิต่างๆ การนับอสงไขยเรื่องของพระอาทิตย์ พระจันทร์ กลุ่มดาวนักษัตรทั้ง 27 และหลักของไตรลักษณ์ อันเป็นเครื่องเตือนสติให้บุคคลประพฤติอยู่ในคุณงามความดี ได้กล่าวไว้ว่า รอบเขาพระสุเมรุทั้ง 4 ทิศ มีเทวดาชั้นจตุมหาราชิก ประจำอยู่ทั้ง 4 ทิศ หรือที่รู้จักกันดีในนามของจตุโลกบาลองค์ที่เป็นใหญ่ในทิศเหนือ มีนามว่า ท้าวเวสสุวรรณ หรือเจ้าแห่งยักษ์ ในหนังสือเทวกำเนิดของพระยาสัจจาภิรมย์ (สรวง ศรีเพ็ญ ) พิมพ์เพื่อปี พ.ศ. 2474 ได้กล่าวถึงเรื่องจตุโลกบาลและเรื่องราวของท้าวเวสสุวรรณไว้ว่าเป็นใหญ่ในทิศเหนือ มีด้วยกันหลายนามเช่น ท้าวเวสสุวรรณ (เป็นใหญ่ในทรัพย์) ธเนศวร (เจ้าแห่งทรัพย์) อิจฉาวสุ (มั่งมีได้ตามใจ) ยักษ์ราช (ราชาแห่งยักษ์) กุตนุ (มีรูปร่างน่าเกลียด หมายถึงยักษ์ที่มีหน้าตาดุนั่นเอง) รัตนครรภ (มีเพชรเต็มพุง) ราชราช (ราชะราชเจ้าแห่งราชา) นรราช (เจ้าคน) ฯลฯ
 


จะเห็นได้ว่าจะเห็นได้ว่าจะเรียกอย่างไรก็ตาม ท่านคือสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย ผู้เป็นมหาราชประจำทิศเหนือ และในอาฏานาฏิยะปริตรมหาสมัยสูตรหรือบทสวดภาณยักษ์ ก็กล่าวว่า ท้าวกุเวร เป็นจอมยักษ์และเป็นผู้ดูแลรักษาโลกในทิศเหนือ ในฝ่ายมหายานมีการกล่าวถึงจตุโลกบาลเช่นกัน และตรงกันว่ามหาราชผู้เป็นใหญ่ในทิศเหนือ คือ ท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพเป็นผู้รักษาพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากทางเข้าวัดจีนจะมีจตุโลกบาล 4 องค์ยืนเฝ้าอยู่ ศาสนาพุทธมหายานครอบคลุมถึงทิเบต เนปาล และประเทศจีน
 


ปัจจุบันรวมทั้งอดีตพันกว่าปีของคาบสมุทรทะเล คืออินโดนีเซีย ไทย เขมร ที่ศาสนาพุทธมหายานเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ที่กล่าวโดยสรุปย่อๆ ให้เห็นภาพชัดเจนว่าท่านคือใคร แล้วท้าวชุมภลหรือเศรษฐีชัมภลมาจากไหน ในคาถาบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพุทธตันตระฝ่ายมหายาน มีดังนี้ “โอม ชัมภาลา จาเลน ไนเยน สวาหะ” ชัมภาลาก็คือชัมภล ก็คือชัมภลนั่นเอง และในภาษาอังกฤษที่เรียกรูปเคารพของท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณก็เขียนทับศัพท์ว่า “JAMBHALA” ตามรูปสมมุติที่สร้างขึ้นเท่าที่ปรากฏตามที่ได้ค้นคว้าจากตำราทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ปรากฏตรงกันว่ามือด้านซ้ายของท่านถือพังพอนอยู่ในมือ ส่วนมือด้านขวาของท่านถือลูกแก้ว ส่วนฉัตรก็มีหน้าตาดุดันเข้มขลังเพราะท่านคือเจ้าแห่งยักษ์
 


เมืองจีนยุคหลังๆเรียกท่านว่า “ไฉ่ซิ้งเอี๊ย” ตามสำเนียงและภาษาที่เป็นไปของแต่ละพื้นที่ พร้อมกับมีนิทานเรื่องขุนนางจีนมาประกอบแต่ยังปรากฏรากศัพท์ของเสียง “ฉ” หรือ “ช” หมายถึง ความร่ำรวยซึ่งใกล้เคียงของเดิม คือ “ชัมภล” “ชัมภาลา” ในการสวดมนต์ขอพรเทพเจ้าแห่งโชคลาภนั้น ทางฝ่ายตันตระมหายานก็จะใช้คาถาตามที่กล่าวไป เพื่อขอพรให้ท่านประทานโชคลาภและความร่ำรวย ทั้งยังมีอานุภาพรวมถึงจากบรรดาภูตผีปีศาจ อำนาจชั่วร้ายทั้งปวง ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ เพราะท่านคือมหาราชผู้เป็นจตุโลกบาล เจ้าแห่งยักษ์

พระโพธิสัตว์กวนอิม
พระโพธิสัตว์กวนอิมแต่เดิมมีมาก่อนพุทธกาลซึ่งเป็นอดีตพุทธองค์เป็นองค์หนึ่งที่ไม่ยอมเข้าสู่พุทธภูมิโดยมีความตั้งปณิธานไว้ว่าจะเป็นผู้โปรดเหล่าสรรพสัตว์ให้หมดสิ้น แล้วจึงจะเข้าสู่พุทธภูมิเป็นคนสุดท้าย ซึ่งต่อมาองค์สมเด็จสัมมาพุทธเจ้าได้นำมายกย่องให้เหล่าสาวกฟังถึงความเมตตาของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ว่าเป็นผู้ที่มีความเมตตาเป็นเลิศอีกทั้งเป็นผู้มีบารมีอันหาประมาณมิได้ผู้ใดได้กราบไหว้ยกย่องถึงพระนามของพระองค์ท่านผู้นั้นจะได้รับความอบอุ่นและความสุขจากพระองค์ ต่อมาภายหลังก็มีเรื่องราวของพระนางเมี่ยวซ่าน ในประเทศจีน ซึ่งชาวจีนถือว่าอาจจะเป็นชาติภพสุดท้ายขององค์โพธิสัตว์กวนอิมอันมีความเป็นมาดังนี้
 


พระโพธิสัตว์กวนอิม (ประสูติ 19 เดือนยี่จีน) ชาติสุดท้ายเป็น ราชธิดานาม เมี่ยวซ่าน เดิมเป็นเทพธิดา มาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของกษัตริย์ เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน เยาว์วัยเป็นพุทธมามกะ รู้แจ้งในหลักธรรมลึกซึ้ง ตั้งพระทัยแน่วแน่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อหลุดพ้นสังสารวัฏ ออกบวชวันที่ 19 เดือน 9 พระเจ้าเมี่ยวจวงไม่เห็นด้วย จะบังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อันจอมปลอม แม้จะถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด
 


ต่อมาองค์หญิงสามได้ถูกขับไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดามาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงสามไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว และให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมีพระทัยเด็ดเดี่ยว ไม่เกี่ยงงานการต่างๆ ก็มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไป พร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต เทพารักษ์คอยคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ โดยเนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับเจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีกทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำเจ้าหญิงขึ้นพาดหลังแล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซียงซัน ต่อมา เทพไท่ไป๋ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์ จนสามารถบรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม วันที่ 19 เดือน 6
 


ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีกต่อมาไม่นานบาปกรรมที่พระองค์ก่อไว้ส่งผล เกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียารักษาให้หายได้ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านได้ทรงทราบด้วยญาณวิถีว่า พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธการกระทำพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและแขนสองข้าง เพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืน เคยแสดงปาฏิหาริย์เป็นปางกวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกัน

พระมหากษิต์ครรภ์โพธิสัตว์
ตี่ จั่ง อ๊วง ผู่ สัก หรือ พระมหากษิต์ครรภ์โพธิสัตว์ บางท่านก็จะเรียกสั้นๆ ว่า พระตี่ จั่ง อ๊วง ผู่ สัก ท่านทรงเป็นพระมหาโพธิสัตว์ที่มีพระปณิธานคู่กับพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม ในการโปรดเหล่าสรรพสัตว์เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ โดยในความรู้สึกของชาวบ้านทั่ว ๆ ไปจะคิดว่า พระโพธิสัตว์กวนอิมนั้นโปรดสรรพสัตว์ที่มีชีวิต ส่วนตี่ จั่ง อ๊วง ผู่ สัก โปรดสรรพสัตว์ที่เสียชีวิตไปแล้ว
 


แต่ที่แท้จริงแล้วนั้นไม่ใช่แบบที่คิดกันเลย เพราะพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ทรงล้วนแล้วแต่มีความเมตตาต่อเหล่าสรรพสัตว์เหมือนกันไม่ว่าจะสรรพสัตว์ที่มีชีวิตหรือสรรพสัตว์ที่เสียชีวิตไปแล้วก็ตาม อย่างไรก็มีความเมตตาอย่างเดียวกันเพียงแต่ พระมหาปณิธานของพระกษิติโพธิสัตว์ที่ตั้งไว้ว่า ตราบใดที่นรกทุกขุมนั้นยังโปรดสรรพสัตว์ไม่หมดสิ้น ตราบนั้นพระองค์ก็ยังไม่ยอมเข้าสู่พุทธภูมิ ซึ่งจริงๆ แล้วพระปณิธานของพระมหาโพธิสัตว์ทั้ง 2 พระองค์ล้วนแต่มุ่งโปรดสรรพสัตว์ในทุกภพทุกภูมิ หรือจะเป็นทั้ง 6 ภูมิ อันได้แก่

1.สวรรค์ภูมิ
2.อสูรกายภูมิ
3.มนุษย์ภูมิ
4.เดสัจฉานภูมิ
5.เปรตภูมิ
6.นรกภูมิ

ในทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มันกล่าวถึง พระกษิต์ครรภ์โพธิสัตว์ที่ทรงเมตตาต่อเหล่าสรรพสัตว์ในนรกเป็นพิเศษ ในการประกอบพิธีทางศาสนาที่ทำพิธีโปรดสรรพสัตว์ในนรกภูมิ เช่น พิธี กงเต็ก ที่มีการอุทิศบุญกุศลให้กับบรรพบุรุษที่เสียชีวิตจะมีการอัญเชิญ รูปจำลองหรือคาถาคำสวดมาประกอบพิธี

พระกษิต์ครรภ์โพธิสัตว์ก็เป็นเช่นเดียวกับพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์กวนอิมที่มีตำนานชาดกในการเกิดมาหลายต่อหลายครั้ง กว่าจะได้เป็นพระมหาโพธิสัตว์จึงมีพระสูตรเฉพาะเป็นเรื่องกล่าวถึงในอดีตชาติของพระองค์ เช่นพระสูตร ตี่ จั่ง อ๊วง ผู่ สัก ปึ๊ง ง่วน เก็ง หรือ พระกษิต์ครรภ์โพธิสัตว์ มูลปณิธานสูตร รูปลักษณะของพระองค์นั้น เป็นพระโพธิสัตว์ทรงเครื่องครองผ้าจีวรแบบภิกษุจีน สวมหมวกมาลาแบบกลีบบัวห้ากลีบ แต่ละกลีบมีอดีตพุทธเจ้าประทับอยู่ 1 องค์ พระหัตถ์ขวาถือไม้คฑาธุดงค์ พระหัตถ์ซ้ายถือมณีไฟ บ้างก็จะประทับบนดอกบัวปัจจุบันในประเทศจีน ณ ภูเขากิวฮั้ว ซันที่มณฑลอันฮุยได้รับการยกย่องสันนิษฐานนี้ว่าเป็นที่บำเพ็ญพจน์ ของพระกษิต์ครรภ์โพธิสัตว์ ซึ่งได้ถูกนำมาสร้างเป็นหนังสือเรื่อง สี่มหาภูเขาที่มีพระโพธิสัตว์มาจุติด้วย

พระไภสัชยคุรุพุทธเจ้า
ดังที่กล่าวมาจากพระคัมภีร์ไภสัชยคุรุไวฑูรย์ประพาตภาสูตรว่า ในทางทิศตะวันออกไกลจากพุทธเกษตรออก ไปเป็นสิบเท่าของเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา มีโลกอยู่อีกโลกหนึ่งสะอาดบริสุทธิ์ดุจดั่งมณีสีฟ้า มีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ไภสัชยคุรุผู้ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง ไว้ซึ่งความบริสุทธิ์สมบูรณ์ทั้งจิตใจและกาย พระองค์ทรงรอบรู้ในสัจจะธรรม ทรงหยั่งรู้ในโลกทรงเป็นผู้ชี้ทางให้มวลมนุษย์และเหล่าสรรพสัตว์ ด้วยความชำนาญดุจเดียวกับสารถีผู้ชำนาญในการบังคับม้า ทรงเป็นศาสดาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไภสัชยคุรุไวฑูรย์ประภาคเจ้า ในสมัยที่พระองค์ทรงดำรงพระภาคเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงตั้งปณิธานไว้ ๑๒ ประการ
 


เมื่อพระองค์ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์และบรรยายถึงคุณธรรม และคุณลักษณะแห่งดินแดนพุทธเกษตร ของพระองค์เป็นดินแดนบริสุทธิ์เป็นนิรันดร์ปราศจากนรกไม่มีวันได้ยินเสียงคร่ำครวญอันเนื่องมาจากความเจ็บปวด บนพื้นธรณีที่เป็นอัญมณีสีฟ้ามีลายทองเชื่อมโยงกับโลกมนุษย์แห่งนี้ ผนังกำแพงปราสาท ราชวังและระเบียงประดับด้วยอัญมณีมีค่า 7 ประการ ความงดงามเทียบได้กับดินแดนสุขวงศ์แก่งโลกพุทธเกษตรทางทิศตะวันตก มีพระมหาโพธิสัตว์ 2 พระองค์ ทรงพระนามว่า สุรยะประภาอีกพระองค์หนึ่งชื่อว่า จันทรประภา ทั้ง 2 พระองค์นั้นทรงเป็นผู้ยำของเหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย อันมีจำนวนมากนับไม่ถ้วน ทรงเป็นตัวแทนของผู้พิทักษ์รักษาพระธรรมแห่งองค์ไภสัชยคุรุพุทธเจ้า และยังมีเหล่ามหาเสนาบดียักษ์อีก 12 ตน ซึ่งทั้ง 12 ตนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นองค์อวตาล จากอดีตพระพุทธและอติตโพธิสัตว์เพื่อรับสนองมหาปณิธานดูแล และสอดส่องเหล่าสรรพสัตว์ในทุกโมงยามเพื่อสรรพสัตว์ทั้ง หลายหลุดพ้นจากภัยพิบัติ ไม่ว่ามนุษย์และสัตว์ตลอดจนต้นไม้หรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ล้วนแต่เกิดอยู่ภายใต้ 12 นักษัตร ดังนั้นทุกคนที่เกิดภายใต้ 12 ราศี หรือ 12 นักษัตร จะต้องทำความดีและปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมจึงได้รับการคุ้มครองจากบารมีแห่งองค์พระไภสัชยคุรุพุทธเจ้าและเหล่าอดีตพุทธทั้ง 12 พระองค์ให้ปราศจาก โรคาพยาธิ อยู่ดีกินดี หลุดพ้นจากทุกข์ภัย

เทพเจ้าอื่นภายในพุทธสถาน จี เต็ก ลิ้ม
เทพคุ้มครองดวงชะตา 12 ราศี
จตุมหาโลกบาล
เจ้าพ่อเสือ
ไต่ เสี่ย ฮุบ โจ้ว (หงอคง)
เทพ กวนเสีย ตี่ กุง
เทพ เกียง ไท้ กง
เทพเจ้าที่
เทพเจ้าแห่งปัญญา
พระธนบดีศรีธรรมราช
พระพิฆเนศวร
พระไภสัชยคุรุพุทธเจ้า
พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า
พระศรีอารยเมตไตรย
พระอมิตาพุทธเจ้า
หลวงพ่อโต

ที่อยู่
บ้านบางหอย ใกล้กับวัดบางหอย

การเดินทางโดยรถยนต์
จากถนนเลียบคลองรังสิต-นครนายก ตรงไปจนถึงแยกสามสาวนครนายก ตรงต่อไปประมาณ 22 กิโลเมตร ถึงสามแยกไป อ.บ้านสร้าง ให้เลี้ยวซ้าย ตรงไป ผ่านบ่อปลา แล้วเลี้ยวขวาข้ามสะพาน ก็จะถึงพุทธสถานจีเต็กลิ้ม






Link ล่าสุด



Link ที่เกี่ยวข้อง



04/04/2013 จำนวนผู้อ่าน 21025 ครั้ง คะแนน5 คะแนน เหมาะกับเด็กวัย : วัยเตาะแตะ (1 - 3 ขวบ)

* กรุณา เข้าสู่ระบบ ก่อนทำการ แสดงความคิดเห็น หรือ สมัครสมาชิก

ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน
จำผู้ใช้ระบบ

Most View หนูเที่ยว

  1. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 380787 ครั้ง

  2. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 278195 ครั้ง

  3. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 276419 ครั้ง

  4. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 274352 ครั้ง

  5. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 264145 ครั้ง

luminos-media
ubicq
facebook tinyzone
twitter tinyzone
banner
banner