Skip Navigation Linksหน้าแรก > หนูเที่ยว > หนูเที่ยวจากเรา > เรียนรู้ พร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ “พิพิธภัณฑ์อุตุนิยม”


เรียนรู้ พร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ “พิพิธภัณฑ์อุตุนิยม”

ช่วงนี้รายงานข่าวแผ่นดินไหวทั้งต่างประเทศและในประเทศเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สร้างความกังวลให้กับผู้คนในวงกว้าง วันนี้ฉันจึงขอแฟนานุแฟนมิตรรักนักอ่านไปเรียนรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมธรรมชาติ ที่ “พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้อุตุนิยมวิทยา”
 
  
อาคารพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้อุตุนิยมวิทยา

พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้อุตุนิยมวิทยา หรือที่เรียกสั้นๆว่า “พิพิธภัณฑ์อุตุนิยม” ตั้งอยู่ที่กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นอาคารทรงแปลกตาคล้ายครึ่งวงกลม 2 ชั้น มีลูกกลมๆอยู่ด้านบนหลังคา 

กรมหลวงชุมพรฯ พระบิดาอุตุนิยมวิทยาไทย
 
เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์แนะนำถึงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คร่าวๆว่า กรมอุตุนิยมวิทยามีหน้าที่โดยตรงจะต้องสื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และการเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดอันตราย และความเสียหายให้กับประชาชน อาทิ อุทกภัย ภัยแล้ง แผ่นดินไหว และสึนามิ เป็นต้น
       
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงจัดแสดงโดยเน้นในเรื่องของสาระ ความรู้ เข้าใจง่าย สวยงาม และสนุกสนานเพลิดเพลิน และในแต่ละห้องการจัดแสดงจะให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและมีส่วนร่วมในการแสดงนั้นๆด้วย ซึ่งรูปแบบการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งเป็น 6 ห้องจัดแสดงด้วยกัน

ห้องแสดงประวัติอุตุนิยมวิทยา
 
เราเริ่มจากห้องแรกตั้งแต่เราเปิดประตูก้าวเข้าสู่ตัวอาคารได้แก่ “ห้องโลกแห่งอุตุนิยมวิทยา” ห้องนี้แสดงวิวัฒนาการความรู้ทางอุตุนิยมวิทยา เมื่อต้องผจญกับความกลัว ความเดือดร้อน จากปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นเวลานาน มนุษย์จึงเริ่มสังเกตเหตุการณ์จากธรรมชาติ ทั้งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว จากพืช และพฤติกรรมของสัตว์ มาใช้เป็นลางบอกเหตุ และหันมาศึกษาธรรมชาติอย่างจริงจังทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ทำให้มนุษย์ค้นพบสิ่งใหม่ที่ก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนของแนวความเชื่อเดิมๆ
       
เรื่องราวของการเดินทางความรู้อุตุนิยมวิทยามีมาตั้งแต่ราวพ.ศ.160-222 สมัยอริสโตเติล ได้อธิบายปรากฏการณ์บนท้องฟ้า การเกิดฝนฟ้าคะนอง ลม หิมะ ลูกเห็บ และเมฆ ต่อมาในช่วงปี 1995-2062 ลีโอนาโด ดาวินชี สังเกตการเคลื่อนที่ของกระแสลมทำให้เกิดการรวมตัวกันของก้อนเมฆ

จำลองเครื่องตรวจแผ่นดินไหวเครื่องแรกของโลก
 
ในปีต่อๆมา กาลิเลโอประดิษฐ์ปรอท เบนจามิน แฟรงคลินคิดค้นสายล่อฟ้า อังกฤษประดิษฐ์เรดาร์ และการศึกษาด้านอุตุนิยมวิทยายิ่งก้าวไกลเมื่อสหรัฐปล่อยดาวเทียมสำรวจอวกาศดวงแรกชื่อ ไทรอส เมื่อช่วงพ.ศ.2503 นอกจากนี้ยังจัดแสดงสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้ในการบอกสภาพดินฟ้าอากาศด้วย
       
ถัดไปทางด้านซ้ายมือคือห้องที่ 2 “ห้องบ้านนักพยากรณ์” จัดแสดงรูปหล่อพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้ให้กำเนิดกรมอุตุฯ และพระบิดาของวิชาอุตุนิยมวิทยาในประเทศไทย ประวัติกรมอุตุนิยมวิทยาจากอดีตถึงปัจจุบัน และยังจัดแสดงอุปกรณ์ที่เคยใช้ในการพยากรณ์ในอดีต

รู้จักกับแผ่นดินไหว
 
นอกจากนี้ยังจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระอัจฉริยภาพด้านอุตุฯ ในการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ โดยทรงวิเคราะห์ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลเรดาร์ ดาวเทียม และคำพยากรณ์อากาศทั้งของไทยและต่างประเทศ ประกอบเข้ากับสภาพภูมิอากาศในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงการพยากรณ์อากาศที่เชื่อมโยงไปถึงการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆด้วย
       
จากห้องที่2 เราไปต่อกันที่ห้อง “แผ่นดินและผืนน้ำ” ห้องนี้ถือเป็นไฮไลท์ในช่วงนี้เลยก็ว่าได้ เพราะจัดแสดงเรื่องราวของแผ่นดินไหวโดยเฉพาะในประเทศไทย ทำให้เรารู้ว่าเปลือกโลกเคลื่อนที่ตลอดเวลาในอัตราความเร็ว 0.66-8.50 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งการเคลื่อนที่นี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ การก่อตัวของภูเขา และการเกิดเหวใต้มหาสมุทร

เครื่องตรวจแผ่นดินไหวแบบโบราณ
 
นอกจากรอยเลื่อนหรือรอยแตกที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวแล้ว มนุษย์เราก็ทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้ด้วยเช่นกัน เช่น การสร้างเขื่อนใกล้บริเวณรอยเลื่อน การขุดเจาะภูเขา การทำเหมืองแร่ การระเบิดต่างๆ การทำงานของเครื่องจักร การจราจร เป็นต้น โดยในประเทศไทยเรามี 13 รอยเลื่อนที่ต้องจับตามอง
       
ส่วน After shock นั้นคือแรงสั่นไหวที่เกิดขึ้นหลังจากการเกิดแผ่นดินไหวหลัก เป็นการปลดปล่อยพลังงานของเปลือกโลกเพื่อให้เกิดสมดุล After shockไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทันที อาจทิ้งระยะ 1-2 วันก็เป็นได้

เรียนรู้เรื่องสึนามิ
 
นอกจากนี้ในส่วนของแผ่นดินไหวยังจัดแสดงวิวัฒนาการเครื่องวัดแผ่นดินไหว ตั้งแต่เครื่องวัดแผ่นดินไหวเครื่องแรกของโลกชื่อ “โหวเฟิง” ที่ถูกคิดค้นในปี ค.ศ.132 โดยจางเหิง นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน และพัฒนาการมาเรื่อยๆจนปัจจุบันเป็นเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวที่เรียกว่า “Seismograph” ประกอบด้วยเครื่องรับความสั่นสะเทือน แล้วแปลงสัญญาณเป็นสัญญาณไฟฟ้า จากนั้นถูกขยายด้วยระบบขยายสัญญาณและแปลงกลับมาเป็นการสั่นไหวของปากกาที่บันทึกบนแผ่นกระดาษ ทำให้เราทราบว่าคลื่นแผ่นดินไหวเดินทางมาถึงสถานีเมื่อไร

ภายในพิพิธภัณฑ์ฯมีหูฟังสำหรับบรรยายเรื่องราวต่างๆ
 
เมื่อแผ่นดินไหวในบางครั้งอาจเกิดสึนามิหรือคลื่นยักษ์ตามมา สึนามิจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนใครคือคลื่นสึนามิจะเดินทางช้าลงในน้ำตื้น ในขณะที่ความสูงของคลื่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนขนาดของคลื่นก็จะมีความแตกต่างกันมากบางครั้งอาจมีขนาดเล็กสูงประมาณ 1 ซ.ม. หรือบางครั้งอาจมีขนาดใหญ่สูงถึง 10 ม. หรือมากกว่าก็เป็นได้
       
จากนั้นเราขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อชมในห้องจัดแสดงถัดไป คือ “ห้องไขปริศนาแห่งท้องฟ้า” ในส่วนนี้จัดแสดงเรื่องราวของชั้นบรรยากาศต่างๆของโลก และการเกิดฤดูกาล ซึ่งเกิดจากที่โลกที่มีแกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา โคจรรอบดวงอาทิตย์ใน 1 ปี ทำให้ทุกพื้นที่ของโลกได้รับความร้อนที่แตกต่างกัน
 
เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน
 
รู้จักกับชั้นบรรยากาศต่างๆของโลกเราแล้วก็ไปยัง “ห้องส่วนผสมของสภาพอากาศ” กันต่อ ห้องนี้เราจะได้รู้ว่าอากาศก็มีน้ำหนัก โดยน้ำหนักของอากาศก็คือความกดอากาศนั่นเอง โดยมีบารอมิเตอร์เป็นเครื่องมือวัดความกดอากาศ นอกจากนี้ยังมีเครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นสตีเวนสัน เครื่องวัดน้ำฝน เครื่องวัดทิศทางและแรงลม ที่เราสามารถลองเล่นได้จริง อีกทั้งยังจัดแสดงเรื่องของกระแสน้ำและกระแสลม ปรากฏการณ์ลานีญา และเอลนีโญด้วย


เครื่องมือวัดปริมาณและทิศทางลม
 
และสุดท้ายในห้องที่ 6 คือ “ห้องปฏิบัติการของนักอุตุนิยมวิทยา” จัดแสดงเรื่องราวสาเหตุของชั้นโอโซนถูกทำลาย ทำให้โลกร้อน ทั้งสาเหตุจากมนุษย์ ตัวของโลกเอง และภูเขาไฟระเบิด และบอกเล่าถึงการตรวจอากาศ และการสื่อสารข้อมูลอุตุนิยมวิทยา
       
โดยประเทศไทยมีศูนย์ตรวจสอบสภาพอากาศในรัศมีทุกๆ 150 กม. และศูนย์เหล่านี้จะส่งข้อมูลหลักทุกๆ 6 ชม. เพื่อใช้ในการวิเคราะห์สภาพอากาศ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยข้อมูลการตรวจสภาพอากาศจากต่างประเทศมาประกอบการพยากรณ์อากาศด้วย ซึ่งเครื่องมือในการตรวจสภาพอากาศ เช่น เรดาร์ ดาวเทียม เครื่องมือตรวจอากาศพื้นผิว เครื่องมือตรวจชั้นบรรยากาศ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาสร้างแผนที่อากาศในทุกๆวันวันละ 2 ฉบับ

คำศัพท์พยากรณ์อากาศต่างๆ
 
อีกทั้งยังมีคำศัพท์ทางการพยากรณ์อากาศ เช่น ฟ้าหลัว กระจายเป็นแห่งๆ เมฆเป็นส่วนมาก เป็นต้น ให้เราได้เข้าใจกันมากขึ้น หลังจากชมพิพิธภัณฑ์ครบทุกห้องแล้ว สุดท้ายมีเกมตอบคำถามเพื่อตรวจเช็คว่าเราจดจำความรู้ที่ได้รับไปมากเพียงใดด้วย
       
และนี่ก็คือแหล่งข้อมูลความรู้อันทรงคุณค่าภายในพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้อุตุนิยมวิทยา ที่สามารถไขความกระจ่างเรื่องดิน ฟ้า อากาศ รวมถึงให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ
 
ภายในส่วนห้องปฏิบัติการฯและเกมคำถามทบทวนความจำ
 
ทั้งนี้การได้เรียนรู้ทำความเข้ากับมัน นอกจากจะทำให้เราสามารถรับมือกับภัยภิบัติต่างๆได้อย่างมีสติ ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง อีกทั้งยังช่วยให้เราไม่ตื่นตระหนกต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ซึ่งเดิมสิ่งต่างๆเหล่านี้อาจจะดูไกลตัวสำหรับคนไทย แต่ปัจจุบันนี้มันได้คืบคลานใกล้ตัวเรามามากขึ้นทุกที
       
“พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้อุตุนิยมวิทยา” ตั้งอยู่ภายในกรมอุตุนิยมวิทยา ถ.สุขุมวิท เขตบางนา กรุงเทพฯ เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-16.30 น. การเดินทางสามารถขึ้นทางด่วนลงสมุทรปราการ หรือรถไฟฟ้าBTS ลงสถานีบางนา สอบถามข่าวพยากรณ์อากาศ โทร. 0-2399-4012-3 หรือสอบถามข้อมูลแผ่นดินไหว โทร.0-2399-4547, 0-2399-0965


ที่มา: manager.co.th

 

 





Link ล่าสุด



Link ที่เกี่ยวข้อง



04/04/2013 จำนวนผู้อ่าน 3631 ครั้ง คะแนน0 คะแนน เหมาะกับเด็กวัย : ขวบปีแรก (แรกเกิด - 1 ขวบ)

* กรุณา เข้าสู่ระบบ ก่อนทำการ แสดงความคิดเห็น หรือ สมัครสมาชิก

ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน
จำผู้ใช้ระบบ

Most View หนูเที่ยว

  1. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 355447 ครั้ง

  2. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 252855 ครั้ง

  3. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 251079 ครั้ง

  4. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 249012 ครั้ง

  5. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 238805 ครั้ง

luminos-media
ubicq
facebook tinyzone
twitter tinyzone
banner
banner