Skip Navigation Linksหน้าแรก > หนูเที่ยว > หนูเที่ยวจากเรา > เที่ยวพร้อมมิตรฟิล์มสตูดิโอ กองถ่ายทำภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ลาดหญ้า กาญจนบุรี


เที่ยวพร้อมมิตรฟิล์มสตูดิโอ กองถ่ายทำภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ลาดหญ้า กาญจนบุรี

"สำหรับจุดเที่ยวชมในกองถ่าย แบ่งจุดเที่ยวชมเป็น 11 จุดด้วยกัน แต่จากที่เราสังเกตพบว่ามีจุดสำคัญอยู่ 4 จุดหลักด้วยกันคือ วัดมหาเถรคันฉ่อง เมืองหงสาวดี เมืองอโยธยา และท้องพระโรงหงสาวดี "
 


หลังจากชมตำนานพระนเรศวรฯจบไป หลายภาค นอกจากเลือดรักชาติจะพลุ่งพล่านเฝ้ารอชมภาคสุดท้ายอย่างใจจดใจจ่อแล้ว ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ฉากต่างๆในเรื่องนี้ที่ดูสวยงามวิจิตรตระการตาและยิ่งใหญ่อลังการ ไม่ว่าจะเป็น บ้านเรือน เมือง วัด วัง ท่านมุ้ยไปหาโลเกชั่นที่ไหนถ่ายทำหนังกันหนอ? เข้าไปถ่ายทำถึงพม่าเลยหรือเปล่า? เอ...แต่ว่ารัฐบาลทหารพม่าเขาจะยอมหรือ? ฯลฯ
 


แล้วคำถามต่างๆเหล่านี้ก็มลายหายสิ้นไปในทันทีที่เราได้ย่างก้าวเข้าเขตของกองถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เพราะบรรดาฉากอันงามโอ่อ่าวิจิตรที่เห็นในตำนานพระนเรศวรส่วนใหญ่ล้วนแต่ปรากฏอยู่ในที่นี้ทั้งนั้น โดยกองถ่ายแห่งนี้สร้างบนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ บริเวณกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งทางทีมงานผู้สร้างได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองกาญจน์ ตั้งแต่ ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 50 เป็นต้นมา

โดยฉากต่างๆเหล่านี้ใช้เทคนิคการสร้างสมัยใหม่ที่ให้ความเสมือนจริงยิ่งนัก สิ่งก่อสร้างใดหากเป็นโครงสร้างหลักก็จะใช้ของจริงเช่นเสาไม้ เสาปูน หลังคามุงแฝก มุงกระเบื้อง รวมถึงอุปกรณ์เข้าฉากหลายๆชิ้นที่ท่านมุ้ยเลือกใช้ของจริง แต่หากเป็นสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆโตๆหรือเป็นวัสดุที่บ่งบอกถึงความเป็นปูน เช่น เจดีย์ รูปปั้นสิงห์ ระฆัง ก็จะใช้โฟมฉีดทำขึ้นมาส่วนถ้าเป็นพวกลวดลายประดับ อาวุธ หรือข้าวของที่แสดงถึงความเป็นไม้ก็จะใช้“ยางอีร่า” ยางชนิดพิเศษที่แข็งแกร่งทนทานขึ้นรูปได้เหมือนจริงสร้างมันขึ้นมา ซึ่งแม้จะเป็นของจำลองที่ทำเลียนแบบขึ้นมา แต่ว่าด้วยความปราณีตของท่านมุ้ยที่เก็บทุกเม็ดในรายละเอียดและความยอดเยี่ยมของทีมงานก็ทำให้ฉากเหล่านี้ดูงดงามปานเนรมิตยังไงยังงั้น
 


สำหรับจุดเที่ยวชมในกองถ่าย แบ่งจุดเที่ยวชมเป็น 11 จุดด้วยกัน แต่จากที่เราสังเกตพบว่ามีจุดสำคัญอยู่ 4 จุดหลักด้วยกันคือ วัดมหาเถรคันฉ่อง เมืองหงสาวดี เมืองอโยธยา และท้องพระโรงหงสาวดี โดยตามจุดหลักๆ จะมีการติดตั้งทีวีไว้อธิบายฉากและอธิบายความ อีกทั้งยังมีทีมงานเฝ้าประจำเพื่อคอยตอบคำถามต่างๆที่เกี่ยวกับสถานที่นั้นๆและการถ่ายทำ ซึ่งถึงแม้ว่าใครที่ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้แต่เมื่อมาเจอกับฉากอันอลังการทั้งหลายแหล่ ต่างก็อดที่จะตะลึงพรึงเพริศไม่ได้ ส่วนใครที่เคยดูหนังมาแล้วเมื่อได้เข้ามาเที่ยวกองถ่ายแล้วนึกภาพตามก็จะยิ่งได้อรรถรสในการเที่ยวมากขึ้น

 



วัดมหาเถรคันฉ่อง

จากจุดจำหน่ายตั๋วหรือจุดเริ่มต้น เราเดินฝ่าเปลวแดดอันร้อนระยับไปทางกำแพงเมืองหงสาวดีที่ด้านนอกมีคูน้ำล้อมรอบส่วนด้านในมีสิงคู่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ภายใน แต่ว่าเรายังไม่รีบร้อนต่อการเข้าสู่เขตแดนของพม่ารามัญ เพราะเราเลือกที่จะแวะชมตลาดโยเดียที่อยู่ทางฝั่งตรงข้ามของเมืองหงสาฯก่อน

ตลาดโยเดียเป็นการจำลองชุมชนโบราณที่พม่ากวาดต้อนเชลยจากที่เมืองต่างๆมาอยู่รวมกัน ทั้งสยาม มอญ และจีน(ทำให้ที่แห่งนี้มีศาลเจ้าจีนด้วย) ที่นี่ถือเป็นฉากเปิดตัว“ไอ้บุญทิ้ง” หรือ “ออกพระราชมนู”ในวัยเด็กที่ดูหวือหวาน่าตื่นเต้นไม่น้อย
      
ถัดจากตลาดโยเดียไปก็เป็นวัดมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งหลายๆคนยอมรับว่าบทนี้พี่เอกสรพงษ์ชาตรีเล่นได้โดนใจยิ่งนัก โดยเฉพาะในภาคแรกนี่ พี่เอกโดดเด่นจนขโมยซีนใครต่อใครหลายๆคนไปหน้าตาเฉย มหาเถรคันฉ่องท่านเป็นคนมอญ เพราะฉะนั้นวัดมหาเถรคันฉ่องย่อมเป็นวัดมอญที่ในอาณาบริเวณวัดดูน่ายลไปด้วยงานศิลปกรรมแบบมอญอันสวยงาม วัดจำลองแห่งนี้มีการแบ่งพื้นหลักออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนโบสถ์และส่วนกุฏิ
 

 


สำหรับโบสถ์นั้น ถือเป็นฉากเปิดตัวของท่านมหาเถรคันฉ่องแบบง่วงๆในภาคแรก เพราะท่านเล่นเปิดตัวด้วยการนั่งสับปะหงกแบบไม่มีทีท่าว่าจะตื่น จนไอ้บุญทิ้งที่ตอนนั้นยังไม่มีชื่อโวยออกมาก่อนจะถูกปากะโหลกไป 1 ดอก

โบสถ์แห่งนี้ เป็นโบสถ์โล่งไม่มีผนัง แต่ว่าก็น่ายลด้วยพระประธานแบบมอญที่ตั้งเด่นเป็นสง่าดูไม่ต่างจากพระพุทธรูปจริงเลย ซึ่งพระประธานองค์เปรียบเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกองถ่ายที่ทางทีมงานได้ไปกราบไหว้สักการบูชากันไม่ได้ขาด

จากส่วนของโบสถ์ที่ตั้งอยู่กลางวัด เราเดินถัดไปด้านข้างเพื่อชมส่วนของกุฏิกันบ้าง กุฏิแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งฉากสำคัญ ที่ภายในใช้เป็นที่จำวัดของท่านมหาเถรคันฉ่อง เป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป รวมถึงยังใช้หน้ากุฏิเป็นที่เฆี่ยนองค์ดำยามทำผิดด้วย โดยถัดจากตัวกุฏิไปทางด้านใน เป็นห้องเก็บของล้ำค่า ซึ่งมีพระแสงของ้าวและพระแสงปืนต้นอยู่ในนั้นด้วย แต่ว่าเขาจัดแสดงไว้แบบให้ดูแต่ตา มืออย่าต้อง เพราะของจะเสีย อีกทั้งหากใครเผลอไผลไปจับต้องเข้าบางทีอาจจะถูกดวงวิญญาณท่านมหาเถร(องค์จริง)เฆี่ยนให้ก็เป็นได้

เมืองหงสาวดี
 


หลังเพลิดเพลินในวัดมหาเถรฯพอหนำใจแล้ว เราออกจากวัดเดินย้อนกลับมาทางเดิม ก่อนที่จะขึ้นสะพานข้ามคูเมืองมุ่งหน้าเข้าสู่กำแพงเมืองหงสาวดีที่จัดว่าเป็นดังไฮไลท์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเดินพ้นกำแพงเมืองเข้าสู่เขตพม่ารามัญจำลอง สิ่งอันชวนสะดุดตาจุดแรกก็คงจะหนีไม่พ้นสิงห์คู่ที่นั่งตระหง่านขนาบซ้าย-ขวา ตรงปากทางเข้า

ถัดเข้าไป 2 ฝากฝั่งซ้าย-ขวาจะเป็นศาลาแบบพม่าจัดแสดงภาพนักแสดงคนเด่นๆของหนังเรื่องนี้ จากนั้นเส้นทางได้ทอดยาวเข้าสู่สีหสาสนบัลลังก์ อันเป็นท้องพระโรงที่พระเจ้าสิบทิศบาเยงนองหรือบุเรงนองก่อนที่นันทบุเรงจะมารับช่วงต่อหลังพระเจ้าสิบทิศสิ้นพระชนม์ท้องพระโรงแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ออกว่าราชการของกษัตริย์พม่ารามัญ และยังใช้เป็นสนามประลองไก่ระหว่างไก่เชลยขององค์ดำกับไก่ของมังสามเกียดในภาคแรก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วไก่เชลยชนะกลายเป็นตำนานอมตะไปตลอดกาล
 


สีหสาสนบัลลังก์จำลองแบบมาจากพระราชวังมัณฑะเลย์ ในประเทศพม่า ที่นอกจากจะใช้ถ่ายฉากสำคัญๆหลายฉากแล้ว ยังเป็นท้องพระโรงอันสุดแสนจะงดงามวิจิตรในศิลปะแบบพม่า ทั้งองค์บัลลังก์ ลวดลายประดับ ลวดลายเสา รวมไปถึงอุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆที่งามจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือของทำเลียนแบบเลย

นอกจากงานสถาปัตยกรรมแบบพม่าอันวิจิตรแล้ว ที่สีหสาสนบัลลังก์ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวที่สนใจได้ เลือกแต่งตัวเลียนแบบตัวละครที่เด่นๆในเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรด้วย(แต่ต้องเสียตังค์นะ) แน่นอนว่าหากเป็นฝ่ายชายก็คงจะหนีไม่พ้น พระนเรศวร แล้วก็ตามด้วยออกพระราชมนู ส่วนฝ่ายหญิงก็เป็นมณีจันทร์ และแม่นางเลอขิ่น

งานนี้ไม่ยักกะเห็นว่าใครจะสนใจแต่งเป็นออกยาจักกรี(รับบทโดย ไพโรจน์ ใจสิงห์)บ้าง โดยเฉพาะตอนตัวเปล่าเล่าเปลือยแสร้งเป็นทำทีว่าหนีกองทัพพม่าว่ายน้ำเข้ามาเป็นไส้สึกในอโยธยา ซึ่งหากใครเกิดนึกอยากแต่งก็ไม่รู้ว่าทางทีมงานเขาจะมีชุดนี้ในฉากนี้ให้หรือเปล่า เพราะจะว่าไปเกิดมีคนนึกอยากเลียนแบบออกยาจักกรีในฉากนี้ขึ้นมา รับรองว่าต้องเกิดภาพที่อุจจาดตากันบ้างล่ะ

ส่วนที่ถือว่าเป็นการพลิกอารมณ์อย่างฉับพลันก็เห็นจะเป็น บรรยากาศคุกใต้ดินทางด้านซ้ายของท้องพระโรง คุกแห่งนี้ใช้เป็นที่คุมขังเชลยเมืองคังที่แม่นางเลอขิ่นนางรองต้องมาถูกจองจำอยู่ในคุกแห่งนี้แบบหมดสภาพเจ้าหญิงแห่งเมืองคัง

อโยธยาศรีรามเทพนคร

จากกรุงหงสาฯ มีเส้นทางทอดยาวเข้าสู่กรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร ซึ่งแน่นอนว่าไฮไลท์ในดินแดนแห่งนี้คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก พระที่นั่งสรรเพชรปราสาท อันงดงามวิจิตรเทียบเคียงได้กับท้องพระโรงสีหสาสนบัลลังก์หรืออาจจะงามมากกว่านั้นอีกหากมองกันแบบชาตินิยม แต่เป็นความงดงามแบบศิลปกรรมไทยที่เน้นในรายละเอียด ความลงตัวสมส่วน และลวดลายประดับต่าง โดยเฉพาะลวดลายเทพพนมและลายครุฑที่แบกบัลลังก์ไว้นี่งามสุดยอดทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีทวารบาลแบบศิลปะขอมตัวโตกว่าคนหน่อย ยืนทำหน้าตาขึงขังอยู่ในนี้ด้วย
 





สำหรับผู้ที่อยากจะชมปราสาทหลังนี้แบบเต็มๆทั้งหลัง อาจจะต้องผิดหวัง เพราะที่นี่ทำให้ชมเฉพาะภายในเท่านั้นเพื่อเป็นการลดต้นทุน(ในหนังใช้เทคนิคซีจีช่วย) ด้วยเหตุนี้ก็อย่าได้แปลกใจไปว่าหลังคาของปราสาทหลังนี้ทำไมจึงทำด้วยโครงอลูมิเนียม ส่วนใครที่อยากชมพระศรีสรรเพชรปราสาท(จำลอง)แบบเต็มๆทั้งหลังให้ไปชมกันได้ที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ
 


นอกจากไฮไลท์อย่างพระที่นั่งสรรเพชรฯแล้ว ในกรุงอโยธยาจำลอง ยังมีกิจกรรมขี่ช้าง นั่งเกวียน ขี่ม้า ให้อาหารช้าง เป็นกิจกรรมเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกันด้วย

ท้องพระโรงหงสาวดี
 


ออกจากกรุงอโยธา จุดต่อไปถ้าหากเดินก็ค่อนข้างไกล แต่หากนั่งรถกอล์ฟ(ฟรี)ที่ทางกองถ่ายมีไว้บริการก็แป๊บเดียว โดยระหว่างทางจะผ่านเมืองพระพิษณุโลกและหมู่บ้านอโยธยาให้เราได้ชมผ่านๆกันพอหอมปากหอมคอ
 




จากนั้นรถกอล์ฟได้นำมาจอดยังท้องพระโรงหงสาวดี จุดสำคัญจุดสุดท้ายที่แม้ภายนอกจะดูเป็นโรงถ่ายธรรมดา แต่ว่าภายในกลับวิจิตรเพริศแพร้วไปด้วยงานศิลปกรรมแบบพม่าที่ท่านมุ้ยได้ทำการถอดแบบมาอย่างละเอียดเนี๊ยบนิ๊ง สะกดทุกท่านและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆให้ต้องมนต์กันเป็นทิวแถว จนหลายๆคนกดรัวชัตเตอร์กล้องกันไปหลายต่อหลายแชะ

หมายเหตุ : เรื่องราวและเหตุการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้ อ้างอิงจากกองถ่ายและภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงอาจจะมีข้อเท็จจริงบางประการคลาดเคลื่อนจากข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ไปบ้าง

คำแนะนำเพิ่มเติม
แดดที่กองถ่ายค่อนข้างร้อนควรเตรียมร่ม,แว่นตากันแดด,ครีมกันแดดและพัดลมตัวเล็กๆไว้สำหรับเด็กเล็กๆด้วยครับ

กองถ่ายทำภาพยนตร์“ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ตั้งอยู่ในกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ต.ลาดหย้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท ส่วนการขี่ม้า-นั่งช้าง (2คน)-นั่งเกวียน(5-6คน)ชมเมือง รอบละ 300 บาท สอบถามการเดินทางและรายละเอียดการเข้าชมกองถ่ายได้ที่ โทร. 0-3453-2057-8

ทั้งนี้โปรแกรมเที่ยวกองถ่ายถือเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยว 3 จังหวัด อยุธยา สุพรรณฯ และเมืองกาญจน์ ตามรอยสมเด็จพระนเรศวรฯ ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)   โทร. 0-2270-1505-8






Link ล่าสุด



Link ที่เกี่ยวข้อง



04/04/2013 จำนวนผู้อ่าน 9940 ครั้ง คะแนน0 คะแนน เหมาะกับเด็กวัย : วัยเตาะแตะ (1 - 3 ขวบ)

* กรุณา เข้าสู่ระบบ ก่อนทำการ แสดงความคิดเห็น หรือ สมัครสมาชิก

ชื่อผู้ใช้งาน
รหัสผ่าน
จำผู้ใช้ระบบ

Most View หนูเที่ยว

  1. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 343258 ครั้ง

  2. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 240666 ครั้ง

  3. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 238890 ครั้ง

  4. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 236823 ครั้ง

  5. แนะนำสถานที่เที่ยวกร...

    จำนวนผู้อ่าน 226616 ครั้ง

luminos-media
ubicq
facebook tinyzone
twitter tinyzone
banner
banner